๑๔๗    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๔๘
ที่เกิดขึ้น  ในจำพวกที่มีกายต่างกัน,  หรือรูปทั้งหลายในทิศต่าง ๆ,  หรือ
รูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน   ชื่อว่า   นานตฺตรูป - รูปต่างกัน,  รูปแห่ง
สัตว์ผู้เดียว,  หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน,   หรือ
รูปทั้งหลายในทิศเดียว,   หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่าง ๆ เป็นต้น
ชื่อเอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน.
            ก็  ในคำว่า  รูปํ  นี้  ได้แก่  วัณณายตนะ  (สี) เท่านั้น.  เพราะ
วัณณายตนะนั้น    ย่อมแตกดับไป    ฉะนั้นจึงชื่อว่า   รูป,   อธิบายว่า
วัณณายตนะนั้น     เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ
ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย.   รูปนั่นแหละ  ชื่อว่า  นิมิตคือรูป.  แห่ง
นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น.
            คำว่า   ทสฺสนฏฺเ€   ปญฺา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น  ได้แก่
ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ.
            คำว่า   ทิพฺพจกฺขุาณํ - ญาณในทิพจักขุ    ชื่อว่า    ทิพย์
เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์.     ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพ
อันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม  อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลาย  มี น้ำดี
เสมหะและโลหิตเป็นต้น      สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้น
จากมลทินเครื่องเศร้าหมอง.    ญาณจักขุแม้นี้     อันเกิดเพราะกำลังแห่ง
วีริยภาวนา   ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้น   จึงชื่อว่า  ทิพย์  เพราะเป็น
เช่นกับของทิพย์.     ชื่อว่า    ทิพย์     แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัย
ทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่า  ทิพย์
เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ -  แสงสว่าง,  ชื่อว่า
ทิพย์  แม้เพราะมีทางไปมาก  ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้.
            คำทั้งหมดนั้น    พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
เพราะอรรถว่าเห็น    จึงชื่อว่า    จักขุ,    ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ    แม้
เหตุนั้น  จึงชื่อว่า   จักขุ,  จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย   ฉะนั้น
จึงชื่อว่า  ทิพจักขุ,  ทิพจักขุนั้นด้วย   ญาณด้วย  รวมกันเป็น   ทิพ-
จักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ.
๕๕. อรรถกถา  อาสวักขยญาณุทเทส
ว่าด้วย  อาสวักขยญาณ
            คำว่า   จตุสฏฺ€ิยา  อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔   ความว่า
ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ  ๘  ในมรรคผลหนึ่ง ๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผล
ละ ๘   ละ ๘  จึงรวมเป็น  ๖๔.
            คำว่า    ติณฺณนฺนํ   อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์  ๓   ความว่า  ใน
อินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ     อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์,     อัญญินทรีย์,
อัญญาตาวินทรีย์.
            คำว่า    วสิภาวตา    ปญฺา -  ปัญญาคือความเป็นผู้มีความ
ชำนาญ    ความว่า   ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ,