๑๕๓    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๕๔
เป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ  ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า  ทุกขนิโรธ-
คามินีปฏิปทา.
            มรรคญาณ ๙ เท่านั้น    ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า    มรรคญาณ
ด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก,     ท่านกล่าวว่า     อานัน-
ตริกสมาธิญาณ  ด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ,
ท่านกล่าว   สัจวิวัฏญาณ     ด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจาก
วัฏฏะด้วยสัจจะ,   ท่านกล่าว   อาสวักขยญาณ   เพื่อแสดงความเกิดขึ้น
แห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค    และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่ง
ญาณนั้น,  ท่านแสดงญาณ  ๔  เป็นต้นว่า   ปัญญาในปริญเญยยธรรม
ชื่อว่าทุกขญาณ    เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง  ๔  เป็นญาณที่ตรัสรู้
โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก   ท่านยกญาณทั้ง  ๔  มีทุกขญาณเป็นต้น
ด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่ง ๆ อีก  ฉะนั้น
พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย       ดังแสดงมาด้วย
ประการฉะนี้แล.
๖๕ - ๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
ว่าด้วย  ปฏิสัมภิทาญาณ๔
            บัดนี้   เพื่อจะแสดงว่า  ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคล
ทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น         ท่านจึงยกปฏิสัมภิทา-
ญาณ  ๔  มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณ  เป็นต้น  ขึ้นแสดงอีก.  ก็ปฏิสัมภิทา-
ญาณเหล่านี้   เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง
แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน,  แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดง
ในภายหลัง     พึงทราบว่า     เป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉาน
ของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว    นี้เป็นความต่างกัน    ของอรรถวจนะ
ทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น.  หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์
และมีนิโรธเป็นอารมณ์   เป็นอรรถปฏิสัมภิทา,     ญาณมีสมุทัยเป็น
อารมณ์  และมีมรรคเป็นอารมณ์   เป็นธรรมปฏิสัมภิทา,  ญาณในโวหาร
อันแสดงอรรถและธรรมนั้น    เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา,     ญาณในญาณ
ทั้ง ๓ เหล่านั้น   เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา,   เพราะฉะนั้น   พึงทราบว่า
ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง  เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่ง
เนื้อความแม้นั้น.    ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแลท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วย
นานัตตศัพท์ในภายหลัง,  ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้น
ดังนี้.