๑๗๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๗๗
            ย่อมปรากฏในอรรถว่า   วิรติสัจจะ    ได้ในคำเป็นต้นว่า   และ
สมณพราหมณ์ทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในสัจจะ   ดังนี้.
            ย่อมปรากฏในอรรถว่า  ทิฏฐิสัจจะ   ได้ในคำเป็นต้นว่า   พวก
มีทิฏฐิต่างกัน   ย่อมกล่าวสัจจะว่าสิ่งนี้แหละของจริง   พวกนั้นจะเรียกว่า
เป็นผู้ฉลาดเหมือนกันหมดหรืออย่างไร ?   ดังนี้.
            ย่อมปรากฏในอรรถว่า  ปรมัตถสัจจะ    คือนิพพาน  และมรรค
ในคำเป็นต้นว่า   สัจจะมีเพียงอย่างเดียว   สัจจะที่ ๒ ไม่มี    ซึ่งเป็นเหตุ
ให้ผู้รู้โต้เถียงกัน.
            ย่อมปรากฏใน   อริยสัจ  ในคำเป็นต้นว่า   สัจจะ ๔  เป็นกุศล
เท่าไร ? เป็นอกุศลเท่าไร ?  ดังนี้. แม้ในที่นี้    สัจจ  ศัพท์นี้นั้น  ย่อมเป็น
ไปในอรรถว่า   อริยสัจ   ฉะนี้แล.
                                อรรถกถาพรรณนาแห่งวิสัชนุทเทส
                           อันท่านสงเคราะห์แล้วในนิทเทสวาระ  จบ
๑. ขุ. ชา. ๒๘/๓๕๘. ๒.-๓. ขุ. สุ. ๒๕/๔๑๙. ๔. ขุ. ป. ๓๑/๕๕๑.
อภิญเญยยนิทเทส
            [๒]     ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว  คือ เป็น
เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า    ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง      เป็น
สุตมยญาณอย่างไร  ?
            ธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง  คือ  สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร
            ธรรม  ๒   ควรรู้ยิ่ง   คือ   ธาตุ  ๒
            ธรรม  ๓   ควรรู้ยิ่ง   คือ   ธาตุ  ๓
            ธรรม  ๔   ควรรู้ยิ่ง   คือ   อริยสัจ ๔
            ธรรม  ๕   ควรรู้ยิ่ง   คือ   วิมุตตายนะ  ๕
            ธรรม  ๖    ควรรู้ยิ่ง   คือ   อนุตตริยะ  ๖
            ธรรม   ๗   ควรรู้ยิ่ง   คือ   นิททสวัตถุ - เหตุที่พระขีณาสพนิพ-
พานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป  ๗