๑๘๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๘๑
            อาหาร   ๔  เป็นไฉน  ?   คือ   กพฬีการาหาร - อาหารคือคำข้าว
เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด,   ผัสสะ - อาหารคือผัสสะ    เป็นที่  ๒,
มโนสัญเจตนา - อาหารคือเจตนา    เป็นที่  ๓,   วิญญาณ - อาหารคือ
วิญญาณ  เป็นที่ ๔  ดังนี้   ก็ย่อมผิด.
            ตอบว่า   ถึงแม้คำนั้นก็ไม่ผิด.   เพราะในพระสูตร    ตรัสไว้โดย
นิปริยายว่า  ธรรมทั้งหลายมีอาหารเป็นลักษณะแล    ชื่อว่า   อาหาร
แต่ในที่นี้ตรัสโดยปริยายว่า   ปัจจัยชื่อว่า   อาหาร.    เพราะสังขตธรรม
ทั้งปวง   ได้ปัจจัย    ย่อมควร     ก็ปัจจัยนั้นย่อมยังผลใด ๆ  ให้เกิดขึ้น
ชื่อว่าย่อมนำมาซึ่งผลนั้น ๆ.    เพราะฉะนั้น   ท่านจึงเรียกว่า   อาหาร.
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
                             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    แม้อวิชชา   เราก็
            กล่าวว่ามีอาหาร  มิได้กล่าวว่า   ไม่มีอาหาร   ดูก่อน
            ภิกษุทั้งหลาย   ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา,
            ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา.  ดูก่อน
            ภิกษุทั้งหลาย  แม้นิวรณ์  ๕  เราก็กล่าวว่ามีอาหาร
            มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร,    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็
            อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์  ๕. ฯลฯ  ควรกล่าวว่า
            อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ดังนี้เป็นต้น.
            อาหารดังกล่าวแล้วนี้   ประสงค์แล้วในที่นี้.
๑. สํ. นิ. ๑๖/๒๘. ๒. องฺ ทสก. ๒๔/๖๑.
            ครั้นถือเอาอาหารคือปัจจัยแม้นี้      อาหารทั้งโดยปริยาย     และ
อาหารทั้งโดยนิปริยาย   ก็เป็นอันถือเอาทั้งหมด.
            ในคำนั้น    ปัจจยาหาร    ย่อมได้ในอสัญญีภพ.     จริงอยู่เมื่อ
พระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น     พวกที่บวชเป็นเดียรถีย์ทำบริกรรม
ในวาโยกสิณ   ยังจตุตถฌานให้เกิดขึ้นออกจากฌานนั้นแล้ว   ก็เห็นว่า
จิตนี้   เป็นของน่าติเตียนมาก  ความไม่มีจิตเสียเลย  เป็นการดี.  เพราะ
ทุกข์มีการฆ่าและจองจำเป็นต้น   ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจิต,    เมื่อไม่มี
จิตทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี  เพราะฉะนั้นจึงเกิดความยินดีพอใจ ฌานไม่เสื่อม
ทำกาละแล้วเกิดในอสัญญีภพ.  ผู้ใดตั้งอยู่ในอิริยาบถใดในมนุษย์  ผู้นั้น
ก็ย่อมเกิดด้วยอิริยาบถนั้นสถิตอยู่ตลอด ๕๐๐ กัป.  เป็นเหมือนนอน นั่ง
หรือยืนตลอดกาลยาวนานมีประมาณเพียงนั้น.   ก็ปัจจยาหารย่อมได้แก่
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น.  เพราะสัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใดแล้วเกิด   ฌาน
นั้นก็เป็นปัจจัยแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น  เหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยกำลัง
แห่งสายธนู    กำลังสายธนูมีกำลังเพียงใด     ก็ไปได้เพียงนั้น    ฉันใด
กำลังฌานปัจจัยมีประมาณเพียงใด     ก็สถิตอยู่ได้เพียงนั้น     ฉันนั้น.
เมื่อกำลังฌานปัจจัยสิ้นแล้ว    สัตว์เหล่านั้นก็จุติ   ดุจลูกศรที่มีกำลังสิ้น
แล้วฉะนั้น.
            ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นผู้เกิดในนรก    สัตว์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า
ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความเพียร   ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งบุญเลย,