๑๘๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๘๓
อะไรเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นเล่า ?       กรรมนั่นแลเป็นอาหารของ
สัตว์เหล่านั้นดังนี้.
            ถามว่า   อาหารมี ๕  อย่างหรือ ?   ตอบว่า  คำนี้ไม่พึงกล่าวว่า
มี ๕   หรือมิใช่ ๕   ดังนี้.   วาทะว่า   ปัจจัยเป็นอาหาร    ท่านกล่าวไว้
แล้วมิใช่หรือ   เพราะเหตุนั้น   สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด,
กรรมนั้นนั่นแหละเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น    เพราะเป็นปัจจัยแห่ง
การดำรงอยู่.  คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาคำใด   คำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้แล้วว่า   ก็สัตว์นรกยังไม่ทำกาละตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่
สิ้น.
            เพราะฉะนั้น   คำว่า   อาหารฏฺ€ิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง   จึง
มีความว่า  มีปัจจัยเป็นที่ตั้ง.   ก็ในคำนี้ว่า  เพราะปรารภกพฬีการาหาร
ไม่พึงทำการกล่าวให้แตกต่างกันไป    เพราะว่า     ถึงแม้น้ำลายที่เกิดใน
ปากก็สำเร็จกิจเป็นอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นใด.   จริงอยู่   น้ำลายก็เป็น
ปัจจัยแก่พวกเกิดในนรกซึ่งเสวยทุกขเวทนา  และแก่พวกเกิดในสวรรค์
ซึ่งเสวยสุขเวทนา.
            ในกามภพมีอาหาร  ๔  โดยตรง,   ในรูปภพและอรูปภพ   เว้น
อสัญญีภพเสีย   นอกนั้นมีอาหาร  ๓.  อสัญญีภพและภพนอกนี้เป็น   มี
ปัจจยาหาร    ด้วยประการฉะนี้     เพราะเหตุนั้น    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
เป็นผู้มีอาหารเป็นที่ตั้ง   ด้วยอาหารดังกล่าวมาแล้วนี้.
๑. องฺ.ติก. ๒๐/๔๒๗.
            คำว่า  สพฺเพ  สตฺตา - สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  เป็น  บุคลา-
ธิฏฐานธรรมเทสนา,   อธิบายว่า   สังขารทั้งหลายทั้งปวง    จริงอยู่
เทสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี  ๔  อย่าง  ด้วยสามารถแห่งธรรมะ   และ
บุคคล  คือ
            ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา  ๑
            ธรรมธิฏฐานบุคคลเทสนา   ๑
            บุคลาธิฏฐานบุคคลเทสนา  ๑
            บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา  ๑.
            ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา    เช่นเทสนาว่า    ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว
ย่อมควรแก่การงาน  เหมือนจิต  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จิตที่อบรม
แล้ว   ย่อมควรแก่การงาน.
            ธรรมธิฏฐานบุคลเทสนา      เช่นแสดงว่า     ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย   ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ   จะพึงยึดถือสังขารไร ๆ
โดยความเป็นของเที่ยงนั้น  มิใช่ฐานะ  มิใช่โอกาสที่จะมีได้.
๑. องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓. ๒. องฺ.เอกก. ๒๐/๑๕๓.