| ในภูมิ ๓ ที่เหลือ เรียกว่า มัชฌิมาธาตุ, โลกุตรธรรม ๙ เรียกว่า |
| ปณีตาธาตุ. ก็ธรรมแม้ทั้งหมด เรียกว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า |
| ไม่ใช่ชีวะ. |
| |
| อรรถกถาจตุกนิทเทส |
| ว่าด้วย อริยสัจ ๔ |
| คำว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ - อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกขอริย- |
| สัจ ๑, ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามินี |
| ปฏิปทาอริยสัจ ๑. วรรณนาแห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้ จักมีแจ้งใน |
| วิสัชนาแห่งสัจจะแล. |
| |
| อรรถกถาปัญจกนิทเทส |
| ว่าด้วย วิมุตตายตนะ ๕ |
| คำว่า ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ - วิมุตตายตนะ ๕ ความว่า |
| เหตุแห่งการพ้น ๕ ประการเหล่านี้ คือ การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่น |
| แสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ๑, การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ |
| มาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น ๑, การสาธยายธรรมที่ตน |
| ได้สดับมาแล้ว ๑, การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ ๑, |
|
| อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ |
| เป็นต้น ๑. |
| ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อน |
| สพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่ การเคารพ |
| แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นย่อม |
| เข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดา |
| หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การ |
| เคารพ แสดงธรรมแก่ภิกษุ, เมื่อภิกษุนั้น เข้าใจ |
| อรรถ เข้าใจธรรม ก็ย่อมเกิดความปราโมทย์, เมื่อ |
| เกิดความปราโมทย์แล้ว ปีติก็ย่อมเกิด, เมื่อใจ |
| สหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ, ผู้มีกายสงบก็ย่อม |
| เสวยสุข, เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น, นี้เป็นวิมุต- |
| ตายตนะข้อที่ ๑. |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ- |
| ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร |
| แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมไม่ได้แสดงธรรม |
| แก่ภิกษุเลย แต่ว่า ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ |
|