๑๘๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๘๙
ในภูมิ ๓  ที่เหลือ   เรียกว่า   มัชฌิมาธาตุ,    โลกุตรธรรม ๙ เรียกว่า
ปณีตาธาตุ.  ก็ธรรมแม้ทั้งหมด    เรียกว่า  ธาตุ     เพราะอรรถว่า
ไม่ใช่ชีวะ.
อรรถกถาจตุกนิทเทส
ว่าด้วย อริยสัจ  ๔
            คำว่า   จตฺตาริ   อริยสจฺจานิ - อริยสัจ  ๔  ได้แก่   ทุกขอริย-
สัจ ๑,  ทุกขสมุทยอริยสัจ  ๑,   ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑,   ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจ  ๑.      วรรณนาแห่งอริยสัจ  ๔  เหล่านี้       จักมีแจ้งใน
วิสัชนาแห่งสัจจะแล.
อรรถกถาปัญจกนิทเทส
ว่าด้วย  วิมุตตายตนะ  ๕
            คำว่า    ปญฺจ    วิมุตฺตายตนานิ - วิมุตตายตนะ  ๕  ความว่า
เหตุแห่งการพ้น  ๕  ประการเหล่านี้     คือ    การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่น
แสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน  ๑,  การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ
มาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น ๑,   การสาธยายธรรมที่ตน
ได้สดับมาแล้ว   ๑,    การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ   ๑,
อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน  ๔๐ มี  กสิณ  ๑๐  อสุภะ ๑๐
เป็นต้น ๑.
            ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
                             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พระศาสดาหรือเพื่อน
            สพรหมจารี       ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่   การเคารพ
            แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้    ภิกษุนั้นย่อม
            เข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดา
            หรือเพื่อนสพรหมจารี   ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การ
            เคารพ  แสดงธรรมแก่ภิกษุ,   เมื่อภิกษุนั้น   เข้าใจ
            อรรถ  เข้าใจธรรม  ก็ย่อมเกิดความปราโมทย์,  เมื่อ
            เกิดความปราโมทย์แล้ว    ปีติก็ย่อมเกิด,    เมื่อใจ
            สหรคตด้วยปีติ   กายย่อมสงบ,   ผู้มีกายสงบก็ย่อม
            เสวยสุข,   เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น,    นี้เป็นวิมุต-
            ตายตนะข้อที่  ๑.
                             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง  พระ-
            ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี    ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร
            แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง    ย่อมไม่ได้แสดงธรรม
            แก่ภิกษุเลย   แต่ว่า  ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้