๒๑๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๒๑๕
ทราบว่า   พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนำมาแสดงแล้วในที่นี้.      อักษร
ในคำว่า  กิญฺจํ   เป็นนิบาตสักว่าทำบทให้เต็ม.      วิสัชนา  ๓๐  มี จกฺขุ
เป็นต้น   พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร    แสดงแยกเป็นอย่างละ  ๕  ๆ ใน
ทวารหนึ่ง ๆ ในทั้ง ๖   ตามลำดับแห่งความเป็นไปแห่งทวารและอารมณ์
            ในคำนั้น  จักษุ   มี  ๒ อย่าง  คือ  มังสจักษุ ๑   ปัญญาจักษุ ๑.
ในจักษุทั้ง ๒ นั้น  ปัญญาจักษุมี  ๕ อย่าง  คือ  พุทธจักษุ  ๑,   สมันต-
จักษุ ๑,   ญาณจักษุ ๑,  ทิพยจักษุ  ๑, ธรรมจักษุ ๑.
            คำนี้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราเมื่อตรวจดูสัตวโลก    ได้เห็น
แล้วแลด้วยพุทธจักษุ   ดังนี้    ชื่อว่า   พุทธจักษุ.
            คำนี้ว่า  สัพพัญญุตญาณ   เรียกว่า    สมันตจักษุ   ดังนี้    ชื่อว่า
สมันตจักษุ.
            คำนี้ว่า   ดวงตาเห็นธรรม  เกิดขึ้นแล้ว    ญาณเกิดขึ้นแล้ว  ดังนี้
ชื่อว่า  ญาณจักษุ.
            คำนี้ว่า     ดูก่อนภิกษุ     เราได้เห็นแล้วแล    ด้วยทิพยจักษุอัน
บริสุทธิ์   ดังนี้   ชื่อว่า  ทิพยจักษุ.
            มรรคญาณเบื้องต่ำ ๓ นี้มาในคำว่า   ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี
ไม่มีมลทิน   เกิดขึ้นแล้ว  ดังนี้    ชื่อว่า    ธรรมจักษุ.
๑. ม. มู. ๑๒/๓๒๓. ๒. ขุ. จูฬ ๓๐/๒๑๖, ๒๔๕.
๓. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๖๖. ๔. ม. มู. ๑๒/๓๒๔. ๕. ม.มู. ๑๓/๕๙๙.
            ฝ่ายมังสจักษุ  มี ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ  ๑,   ปสาทจักษุ ๑.
            ก้อนเนื้ออันใดตั้งอยู่ที่เบ้าตา    พร้อมด้วยหนังหุ้มลูกตาภายนอก
ทั้ง  ๒ ข้างเบื้องต่ำกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา เบื้องบนกำหนดด้วยกระดูก
คิ้ว   ผูกด้วยเส้นเอ็นอันออกจากท่ามกลางเบ้าตาโยงติดไปถึงสมองศีรษะ
สสัมภารจักษุ.
            ส่วนความใสอันใดเกี่ยวในสสัมภารจักษุนี้       เนื่องในสสัมภาร-
จักษุนี้    อาศัยมหาภูตรูป  ๔ มีอยู่,   ความใสนี้   ชื่อว่า ปสาทจักษุ.  ใน
ที่นี้   ท่านประสงค์เอา  ปสาทจักษุ   นี้.
            ปสาทจักษุนี้นั้น  โดยประมาณก็สักเท่าศีรษะเล็นอาศัยธาตุทั้ง  ๔
อาบเยื่อตาทั้ง ๗  ชั้น    ดุจน้ำมันที่ราดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น   อาบปุยนุ่น
ทุกชั้นอยู่ฉะนั้น   ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตใน
วิถีมีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น     ตั้งอยู่  ณ   ตำแหน่ง     เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง
สรีรสัณฐาน   ที่อยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแววตาดำที่แวดล้อมด้วยมณฑล
ตาขาว   แห่งสสัมภารจักษุนั้น.
            ธรรมชาติใดย่อมเห็น    ฉะนั้น     ธรรมชาตินั้นชื่อว่า    จักษุ,
อธิบายว่า   จักษุนั้น   ย่อมยินดีรูป   และทำให้รูปปรากฏแจ่มแจ้งได้.
            ธรรมชาติใด   ย่อมแตกสลายไป   ฉะนั้น    ธรรมชาตินั้นชื่อว่า
รูป,    อธิบายว่า    รูปนั้น    เมื่อถึงความแปรไปแห่ง    วรรณะ    ย่อม