| รวมกันช่วยอุปถัมภ์ปฏิสัมภิทากระทำให้ผ่องใสได้ ด้วยประการฉะนี้. |
| ยังมีอาจารย์พวกอื่นอีก ได้กล่าวไว้ว่า |
| ปุพพโยคะ ๑, พาหุสัจจะ ๑, เทศภาษา ๑, |
| อาคม ๑, ปริปุจฉา ๑, อธิคม ๑, ครุสันนิสสัย ๑, |
| และมิตตสมาบัติ ๑. รวม ๘ ประการนี้ ล้วนเป็น |
| ปัจจัยแก่ปฏิสัมภิทา ดังนี้. |
| บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น นัยดังที่กล่าวแล้วแล ชื่อว่า |
| ปุพพโยคะ. |
| ความฉลาดในศาสตร์นั้น ๆ และศิลปายตนะทั้งหลาย ชื่อว่า |
| พาหุสัจจะ. |
| ความฉลาดในภาษา ๑๐๑ ภาษา ความฉลาดในภาษามาคธีโดย |
| วิเศษ ชื่อว่า เทศภาษา. |
| การเรียนพระพุทธพจน์โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่า |
| อาคม. |
| การวินิจฉัยไต่สวนอรรถะแม้ในคาถา ๑ ชื่อว่า ปริปุจฉา. |
| การเป็นพระโสดาบันก็ดี การเป็นพระสกทาคามีก็ดี การเป็น |
| พระอนาคามีก็ดี การเป็นพระอรหันต์ก็ดี ชื่อว่า อธิคม. |
| การอยู่ในสำนักครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาณ ชื่อว่า ครุสัน- |
| นิสสัย. |
|
| การได้มิตรเห็นปานนั้นนั่นแล ชื่อว่า มิตตสมบัติ |
| บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น พระพุทธเจ้าหลาย และ |
| พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัย ปุพพโยคะและอธิคม แล้วบรรลุ |
| ปฏิสัมภิทา ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้ว |
| จึงบรรลุปฏิสัมภิทา. |
| ก็ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ไม่มีการบำเพ็ญเพียรในกรรมฐาน |
| ภาวนาโดยเฉพาะอีก, ส่วนพระเสกขบุคคลมีผละและวิโมกขะของ |
| พระเสกขะเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทา ก็ย่อมมีได้. |
| อธิบายว่า ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมสำเร็จแก่บรรดาพระอริยะ |
| บุคคลด้วยอริยผลทั้งหลายนั่นแล ดุจทสพลญาณสำเร็จแก่พระตถาคต |
| ทั้งหลายฉะนั้น. ทางแห่งปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิ- |
| สัมภิทามรรค, ปกรณ์ คือปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค. |
| ปกรณ์, ชื่อว่า ปกรณ์ เพราะอรรถว่า อรรถอันลึกซึ้ง แยกโดย |
| ประเภทต่าง ๆ ในปฏิสัมภิทานี้ ท่านกล่าวกระทำโดยประการต่าง ๆ. |
| ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น สมบูรณ์ด้วยอรรถะ, พยัญชนะ, |
| ลึกซึ้ง, มีอรรถลึกซึ้ง, ประกาศโลกุตระ, ประกอบด้วยสุญญตา, ให้ |
| สำเร็จผลวิเศษในการปฏิบัติ, ห้ามอกุศลอันเป็นปฏิปักษ์, เป็นรตนากร |
| บ่อเกิดแห่งญาณอันประเสริฐของพระโยคาวจร, เป็นเหตุอันวิเศษใน |
| การเยื้องกรายธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย, เป็นเครื่องนำออก |
|