๒๔๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๒๔๙
แล้วด้วยสามารถแห่งการบีบคั้นเป็นต้น  แห่งสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะ
เป็นต้น  ฉะนั้น  จึงชื่อว่า  อวิชชา.
            ธรรมชาติใด     ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด,   คติ,
ภพ,  วิญญาณฐิติ,  และสัตตาวาสทั้งปวง  ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สุด   ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่า  อวิชชา.
             ธรรมชาติใด        ย่อมแล่นไปในบัญญัติทั้งหลายมีหญิงและบุรุษ
เป็นต้น    อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์,    ไม่แล่นไปแม้ในวิชชมานบัญญัติมี
ขันธ์เป็นต้น  ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่า  อวิชชา.
           อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  อวิชชาเพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์
แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น    และธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นปฏิจจ-
สมุปบาทและที่เป็นปฏิจจสมุปปันนะ.
            ธรรมชาติใด  ย่อมปรุงแต่งซึ่งสังขตธรรม  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
จึงชื่อว่า   สังขาร.
            ธรรมชาติใด   ย่อมรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้    ฉะนั้น   ธรรมชาดิน น
จึงชื่อว่า  วิญญาณ.
            ธรรมชาติใด  ย่อมรู้อารมณ์  ฉะนั้น    ธรรมชาตินั้น   จึงชื่อว่า
นาม,    อีกอย่างหนึ่ง    ธรรมชาติใด   ย่อมน้อมไปสู่อารมณ์    ฉะนั้น
๑. สังขตธรรม : จิต ๘๙, รูป ๒๘.
ธรรมชาตินั้น   จึงชื่อว่า  นาม,   ธรรมชาติใด   ย่อมแตกดับไป   ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่า   รูป.
             ธรรมชาติใด    ย่อมแผ่ไปในจิตและเจตสิกอันเป็นที่เกิด    และ
นำไปสู่สังสารทุกข์อันยืดเยื้อต่อไป     ฉะนั้น     ธรรมชาตินั้น   จึงชื่อว่า
อายตนะ.
            ธรรมชาติใด    ย่อมถูกต้อง     ฉะนั้น     ธรรมชาตินั้น   จึงชื่อว่า
ผัสสะ.
            ธรรมชาติใด    ย่อมเสวยอารมณ์    ฉะนั้น    ธรรมชาตินั้น  จึง
ชื่อว่า   เวทนา.
            ธรรมชาติใด    ย่อมอยากได้ในอารมณ์   ฉะนั้น    ธรรมชาตินั้น
จึงชื่อว่า  ตัณหา.
            ธรรมชาติใด  ย่อมเข้าไปยึดในอารมณ์  คือย่อมถือไว้อย่างมั่นคง
ฉะนั้น   ธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่า  อุปาทาน.
           ธรรมชาติใด   ย่อมเป็น  คือย่อมเกิด    ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้น
จึงชื่อว่า  ภพ.
          การเกิด   ชื่อว่า   ชาติ .
          การแก่    ชื่อว่า   ชรา.
         สัตว์ทั้งหลาย  ย่อมตายด้วยธรรมชาตินั้น  ฉะนั้น  ธรรมชาติ
นั้น  จึงชื่อว่า   มรณะ.