๒๖๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๒๖๑
อรรถคือปริญญาปฏิเวธะนั้นแล   ชื่อว่า  ปริญฺาปฏิเวธฏฺโ€ - สภาพที่
แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้.
               ๑๑ - ๑๔]     พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา    ๑,๖๑๖   ข้อ
มีทุกข์เป็นต้น   มีชรามรณะเป็นที่สุด   ต่อไปด้วย  ๒๐๒ อัฏฐกะ  ประกอบ
ด้วยบท   อย่างละ ๗ บท   มีสมุทัยเป็นต้น.
             ในอธิการนั้น   ปัจจัยอันเป็นประธาน   คือ   สมุทัย,     การดับ
สมุทัยนั้น   คือ   สมุทยนิโรธ.     ความกำหนัดคือความพอใจ    คือ
ฉันทราคะ,     ความกำหนัดคือความพอใจทุกข์     ด้วยสำคัญในทุกข์ว่า
เป็นสุข,   ความดับฉันทราคะนั้น   คือ   ฉันทราคนิโรธ.  สุขโสมนัส
เกิดขึ้นเพราะอาศัยทุกข์  คือความยินดีในทุกข์.   ความไม่เที่ยงแห่งทุกข์
ความแปรปรวนเป็นธรรมดาแห่งทุกข์   คือโทษแห่งทุกข์.    การนำออก
ซึ่งฉันทราคะ    การละฉันทราคะในทุกข์    คืออุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
ทุกข์.    นิพพานนั่นแล    คืออุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์   เพราะบาลี
ว่า  ยํ  โข  ปน  กิญฺจิ   ภูตํ  สงฺขตํ  ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ  นิโรโธ   ตสฺส
นิสฺสรณํ - นิโรธเป็นเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่าง
ใดอย่างหนึ่งซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น.      พึงทราบว่า     ท่านกล่าวถึง
นิพพาน    ในฐานะ  ๔  อย่าง  ด้วยคำอันมีปริยายต่าง ๆ  โดยตรงกันข้าม
กับสังขตธรรมต่าง ๆ ว่า  การดับทุกข์. การดับสมุทัย.  การดับฉันทราคะ,
อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์  ๑.   ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า  เพราะ
อาหารเป็นต้นเหตุ    ทุกข์จึงเกิด   เพราะดับอาหารทุกข์จึงดับ    การดับ
สมุทัยด้วยอำนาจความเป็นไปกับด้วยกิจ -  กิจรส.  อีกอย่างหนึ่ง    การ
ดับสมุทัย   ด้วยการเห็นความเกิดและความดับ  มรรคพร้อมด้วยวิปัสสนา
เป็นการดับฉันทราคะ.     เมื่อท่านกล่าวไว้อย่างนี้พึงถือเอานัยที่กล่าวไว้
ตอนแรกว่า      ยังไม่เป็นสรรพสาธารณะเพราะอินทรีย์อันเป็นโลกุตระ
ยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา.    นัยที่ท่านกล่าวว่า   การดับฉันทราคะเพราะไม่มี
ฉันทราคะในอินทรีย์อันเป็นโลกุตระนั่นแลจึงถูกต้อง.    เป็นอันกระทำ
ฉันทราคะแม้ในผมเป็นต้น    อันเป็นส่วนหนึ่งของสรีระ     ด้วยความ
กำหนัดคือความพอใจในสรีระนั่นแล.   เป็นอันกระทำฉันทราคะแม้ใน
ชราและมรณะ  ด้วยความกำหนัดคือความพอใจ ในการมีชราและมรณะ
โดยแท้     พึงประกอบแม้ความพอใจและโทษไว้อย่างนี้ด้วย.    พระสารี-
บุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑,๔๑๔  นัย    มี  ๒๐๒  บท    มีทุกข์เป็นต้น
มีชรามรณะเป็นที่สุดต่อไป    ด้วย  ๒๐๒   สัตตกะประกอบด้วยบทอย่าง
ละ  ๖  มีสมุทัยเป็นต้น.
          ๑๕]   บัดนี้     เพื่อแสดงประกอบบท ๒๐๑ บท    มีรูปเป็นต้น
ชรามรณะเป็นที่สุด     ด้วยอนุปัสนา  ๗       พระสารีบุตรจึงชี้แจงอนุ-
ปัสนา ๗    มีอนิจจานุปัสนาเป็นต้นก่อน.     ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นการ
วิสัชนา   ๑,๔๑๔   นัย        พร้อมด้วยการวิสัชนาอนุปัสนาล้วน   ๗
ประการ.     การพิจารนาเห็นว่าไม่เที่ยง     คือ       อนิจจานุปัสนา.