๒๖๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๒๖๓
อนิจจานุปัสนานั้น    เป็นปฏิปักษ์ต่อ   นิจสัญญา   ความสำคัญว่าเที่ยง.
การพิจารณาเห็นว่า  เป็นทุกข์  คือ  ทุกขานุปัสนา.      ทุกขานุปัสนา
นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อ  สุขสัญญา - ความสำคัญว่าเป็นสุข.   การพิจารณา
เห็นว่า  เป็นอนัตตา   คือ   อนัตตานุปัสนา.       อนัตตานุปัสนานั้น
เป็นปฏิปักษ์ต่อ    อัตสัญญา - ความสำคัญว่าเป็นอัตตา.  พระโยคาวจร
ย่อมเบื่อหน่าย     เพราะอนุปัสนา    ๓  บริบูรณ์     ฉะนั้น     จึงชื่อว่า
นิพพิทา,  นิพพิทานั้นด้วย   อนุปัสนาด้วย     ชื่อว่า  นิพพิทานุปัสนา.
นิพพิทานุปัสนานั้น    เป็นปฏิปักษ์ต่อความเพลิดเพลิน.   พระโยคาวจร
ย่อมคลายกำหนัด     เพราะอนุปัสนา  ๔  บริบูรณ์    จึงชื่อว่า    วิราโค,
วิราคะนั้นด้วย    อนุปัสนาด้วย   ชื่อว่า    วิราคานุปัสนา.     วิราคานุ-
ปัสนานั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะ.          พระโยคาวจรย่อมดับราคะเสียได้
เพราะอนุปัสนา   ๕  บริบูรณ์    จึงชื่อว่า    นิโรโธ.     นิโรธนั้นด้วย
อนุปัสนาด้วย     ชื่อว่า   นิโรธานุปัสนา.      นิโรธานุปัสนานั้นเป็น
ปฏิปักษ์ต่อสมุทัย.   พระโยคาวจรย่อมสละคืนเสียได้    เพราะอนุปัสนา
๖  บริบูรณ์   จึงชื่อว่า   ปฏินิสฺสคฺโค.  ปฏินิสสัคคะนั้นด้วย   อนุปัสนา
ด้วย  ชื่อว่า  ปฏินิสสัคคานุปัสนา.      ปฏินิสสัคคานุปัสนานั้นเป็น
ปฏิปักษ์ต่อการยึดมั่น.      เมื่ออินทรีย์อันเป็นโลกุตระเข้าถึงวิปัสนายัง
ไม่มี   พึงทราบว่า  ท่านประกอบอนุปัสนา  ๗  ไว้ด้วยธรรมะแม้เหล่านั้น
โดยพิจารณาเห็นว่า   ชื่อว่า   มีนิโรธ    เพราะไม่มีความเพลิดเพลินและ
ความกำหนัดในสิ่งที่สำคัญว่า   เที่ยง    เป็นสุข    เป็นตัวตน   เพราะสิ่ง
เหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    เป็นอนัตตา   ดังบาลีว่า  สพฺเพ
สงฺขารา  อนิจฺจา,    สพฺเพ  สงฺขารา  ทุกฺขา,  สพฺเพ   ธมฺมา  อนตฺตา
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง    สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์.    ธรรมทั้งหลาย
ทั้งปวงเป็นอนัตตา  และเพราะมีการสละด้วยการบริจาค   การสละด้วยการ
แล่นไป.    เมื่อผู้มีชรามรณะที่ตนเห็นแล้ว   โดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น
เป็นอันชื่อว่า   เห็นแม้ชรามรณะ    โดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น,   เมื่อ
เบื่อหน่าย     คลายกำหนัดในชรามรณะที่มีอยู่     เป็นอันเบื่อหน่ายและ
คลายกำหนัดในชรามรณะ,   เมื่อมีชรามรณะที่เห็นแล้วโดยนิโรธ   เป็น
อันชื่อว่า     เห็นแม้ชรามรณะโดยนิโรธ     เมื่อสละในชรามรณะที่มีอยู่
ย่อมเป็นอันสละชรามรณะโดยแท้   พึงทราบว่า     ท่านประกอบอนุปัส-
นา  ๗  ด้วยชรามรณะ   ด้วยประการฉะนี้.
               ๑๖-๒๙]  บัดนี้   พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๕ ข้อ
อันเป็นไวพจน์ของธรรมเหล่านั้น  มี   อุปฺปโท - ความเกิดขึ้นเป็นต้น
และด้วยอารมณ์  ๕  มี  อุปฺปาโท เป็นต้น   อันเป็นวัตถุแห่ง   อาทีนว-
ญาณ - ความรู้ว่าเป็นโทษ,   ชี้แจงการวิสัชนา  ๑๕  ข้อ   มี  อนุปิปาโท
เป็นต้น    ด้วยอารมณ์อันเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้น    แห่ง  สนฺติปท-
ญาณ - ความรู้ทางแห่งสันติ,     ชี้แจงการวิสัชนา  ๓๐ ประกอบบท    มี
อุปปาทะและอนุปปาทะเป็นต้นเหล่านั้นต่อไปด้วยเป็นคู่กัน      ด้วย
ประการฉะนี้    จึงเป็นการวิสัชนา ๖๐  ในนัยนี้นั่นแล.