๓๑    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๒
                     กุลบุตรเกิดสัทธาแล้ว      ย่อมเข้าไปใกล้
         เมื่อเข้าไปใกล้   ย่อมนั่งใกล้    เมื่อนั่งใกล้    ย่อม
         เงี่ยหูลง    เมื่อเงี่ยหูลงแล้ว    ย่อมฟังธรรม    ครั้น
         ฟังธรรมแล้ว      ย่อมทรงธรรมไว้      ย่อมพิจารณา
         เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว   เมื่อพิจารณาเนื้อ
         ความอยู่   ธรรมทั้งหลายย่อมทนซึ่งความพินิจ  เมื่อ
         ธรรมทนความพินิจได้อยู่   ฉันทะ  ย่อมเกิด   เมื่อ
         เกิดฉันทะแล้ว   ย่อมอุตสาหะ  ครั้นอุตสาหะแล้ว
         ย่อมไตร่ตรอง    ครั้นไตร่ตรองแล้ว    ย่อมตั้งความ
         เพียร   เมื่อมีตนส่งไปแล้ว    ย่อมกระทำให้แจ้งชัด
         ซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยกาย       และเห็นแจ้งแทง
         ตลอดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา    ดังนี้
และตรัสว่า
                     พระตถาคต      อุบัติขึ้นในโลกนี้     ฯลฯ
         พระตถาคตนั้นทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น
         ดังนี้.
         ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นทำ   สุตมยญาณ   ไว้เป็นญาณต้น
โดยอนุโลมสุตตันตบทมิใช่น้อยตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอาทิ.
๑. ม.ม. ๑๓/๒๓๘. ๒. ที.มหา. ๙/๑๐๒.
         ก็ญาณกถานี้นั้น  แบ่งออกเป็น   ๒   คือ  อุทเทส  ๑  นิทเทส  ๑.
ในอุทเทส   ท่านแสดงญาณ  ๗๓  ด้วยสามารถแห่งมาติกาโดยนัยเป็นต้น
ว่า    โสตาวธาเน   ปญฺา   สุตมเย  าณํ   ซึ่งแปลว่า  ปัญญาในการ
ทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว   เป็นสุตมยญาณ     ดังนี้.
         ในนิทเทส      ท่านแสดงญาณ    ๗๓  เหล่านั้นนั่นแหละ     อย่าง
พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า   กถํ    โสตาวธาเน    ปญฺา    สุตมเย
าณํ.     อิเม    ธมฺมา   อภิญฺเยฺยาติ   โสตาวธานํ,   ตํปชานนา
ปญฺา   สุตมเย   าณํ   ซึ่งแปลว่า    ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้
ฟังมาแล้ว   เป็นสุตมยญาณอย่างไร ?   ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรม
ที่ได้ฟังมาแล้ว      คือเป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งดังนี้     เป็นสุตมยญาณดังนี้.
                                      จบ  คันถารัมภกถา