๓๑๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๑๑
         ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕  ใน
         ปฐมฌาน.
         ท่านกล่าวถึงอินทรีย์ตามลำดับยิ่ง ๆ  ขึ้นไปโดยนัยต้นตลอดถึง
อรหัตผล.   เพราะฉะนั้นมหาวิปัสนา ๑๘  ย่อมสมควรในบาลีโดยลำดับ
ดังที่กล่าวแล้ว.
          ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า
                 บทว่า  ขยานุปสฺสนา ได้แก่  ญาณของ
         พระโยคาวจรผู้แยกฆนสัญญา - ก้อน  ออกแล้วเห็น
         ความสิ้นไปว่า  ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป.
         บทว่า   วิปริณามานุปสฺสนา   ได้แก่    การก้าวล่วง
         ขั้นตอนนั้น ๆ  ด้วยรูปสัตตกะ   และอรูปสัตตกะ
         เป็นต้น       แล้วเห็นความเป็นไปโดยประการอื่น.
         อีกอย่างหนึ่ง      การเห็นความปรวนแปรด้วยอาการ
         ๒   คือ   ด้วยชราและมรณะของสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว.
         บทว่า  ยถาภูตญาณทสฺสนํ - การรู้และการเห็นตาม
         ความเป็นจริง    ได้แก่   การกำหนดนามรูปพร้อม
         ด้วยปัจจัย.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๔๓๕.
          บทนั้นในบาลีปรากฏเป็นเหมือนบทผิด   บทว่า    วิวฏฺฎนานุ-
ปสฺสนา - การพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไป    ท่านกล่าวว่า     ได้แก่
สังขารุเบกขาญาณ    และอนุโลมญาณ.   อนึ่ง   บทนั้นในบาลีดูเหมือน
จะผิด.   เพราะท่านกล่าวไว้ในจริยากถาว่า
                อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ  เพื่อ
            ประโยชน์ในการพิจารณาเห็นความเป็นของไม่
            เที่ยง    ชื่อว่า    วิญญาณจริยา.    การพิจารณาเห็น
            ความเป็นของไม่เที่ยง    ชื่อว่า   ญาณจริยา  ฯลฯ
            อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ        เพื่อ
            ประโยชน์ในการพิจารณาหาทาง  ชื่อว่า   วิญญาณ-
            จริยา.  ปฏิสังขานุปัสนาญาณ  เป็น   ญาณจริยา.
            ท่านกล่าวถึงอาวัชนะต่างหากกันของญาณที่ได้อาวัชนะต่าง ๆ กัน
แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไปแล้วกล่าว
ว่า   วิวัฏฏานุปัสนา  เป็น  ญาณจริยา.   ผิว่า   สังขารุเบกขาญาณ
และอนุโลมญาณ    จะพึงเป็นวิวัฏฏานุปัสนาญาณได้,     ก็ควรกล่าวถึง
อาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น  เพราะอาวัชนะของญาณนั้นมีพร้อม,
แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น.  โครตญาณ
๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๖๙