๓๑๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๑๕
         บทว่า  จิตฺตวิสุทฺธิ - ความหมดจดแห่งจิต  ได้แก่  สมาบัติ ๘
พร้อมด้วย  อุปจาร.  ในบทนี้ท่านกล่าวสมาธิด้วยหัวข้อว่า  จิตตะ  สมาธิ
นั้น  ชื่อว่า  จิตตวิสุทธิ  เพราะชำระมลทินของจิต.
          ชื่อว่า  ทิฏฺ€ิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์  แห่งทิฏฐิ  ได้แก่  การเห็น
นามรูปตามที่เป็นจริง ชื่อว่า ทิฏ€ิวิสุทธิ  เพราะชำระมลทินของทิฏฐิ ๗.
         บทว่า  มุตฺตฏฺเ€น - ด้วยความว่าหลุดพ้น  ได้แก่  หลุดพ้นจาก
อุปกิเลสด้วยอำนาจ   ตทังควิมุตติ   และน้อมไปในอารมณ์.
         บทว่า  วิโมกฺโข  ได้แก่   ความหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติ.
         บทว่า   ปฏิเวธฏฺเ€น   วิชฺช - วิชชา  ด้วยความว่าแทงตลอด
ได้แก่   บุพเพนิวาสานุสติญาณ     ชื่อว่า   วิชชา ด้วยความว่าแทงตลอด
ในภพก่อน.
            บทว่า   ปฏิเวธฏฺเ€น  ได้แก่   ด้วยความว่ารู้แจ้ง.
           บทว่า   ปริจฺจาคฏฺเ€น   วิมุตฺติ  - ความหลุดพ้นด้วยการสละ
ได้แก่   ชื่อว่า   ผลวิมุตติ   เพราะพ้นจากการสละ.
           บทว่า   สมุจฺเฉทฏฺเ€น  ขเย  าณํ - ญาณในความสิ้นไปด้วย
ความตัดขาด   ได้แก่    ญาณในอริยมรรคกระทำความสิ้นกิเลสด้วยความ
ตัดกิเลสได้ขาด.
         บทว่า  ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเ€น    อนุปฺปาทา  าณํ - ญาณในความ
ไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ   ได้แก่     ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุด
แห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสอันฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ  อันเป็นความไม่เกิด
ด้วยปฏิสนธิ   เพราะระงับปโยคะคือมรรคกิจเสียได้.
            พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา  ๙  ข้อ     มีบทว่า    ฉนฺโท
มูลฏฺเ€น - ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูลฐานเป็นต้น      ด้วยอำนาจอริย-
มรรคอันเป็นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด.
           บทว่า    ฉนฺโท    มูลฏฺเ€น  ได้แก่   ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่
เพื่อจะทำกุศลธรรมทั้งหลาย   ด้วยความว่าเป็นมูลฐาน     เพราะเป็นมูล
แห่งการปฏิบัติและแห่งความสำเร็จ
           บทว่า   มนสิกาโร  สมุฏฺ€านฏฺเ€น -  มนสิการด้วยความว่าเป็น
สมุฏฐาน   ได้แก่   โยนิโสมนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน   เพราะยัง
กุศลธรรมทั้งหมดให้ตั้งขึ้น.
           บทว่า  ผสฺโส   สโมธานฏฺเ€น - ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา
ได้แก่   เพราะเวทนาเป็นปธานเหตุแห่งตัณหาโดยเฉพาะ,     อนึ่ง  เมื่อ
จะละตัณหา   ย่อมละด้วยเวทนาที่กำหนดรู้โดยเฉพาะ,    และผัสสะเป็น
ปธานเหตุแห่งเวทนานั้น,        เมื่อกำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นอันกำหนดรู้
เวทนาด้วย,  ฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวผัสสะในวัตถุที่ควรรู้ยิ่ง ๗ ก่อน.   ก็
ผัสสะนั้น  ชื่อว่า   ควรรู้ยิ่งด้วยความว่าประมวลมา   เพราะท่านกล่าวว่า
ติกสนฺนิปาตปจฺจุปฏฺ€าโน - มีการประมวลมา    รวมกันระหว่างวัตถุ
อารมณ์และวิญญาณ  ๓ อย่างเป็นอาการปรากฏ        เพราะประกาศด้วย