๓๒๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๒๑
          [๕๘]   รูป   เวทนา   สัญญา   สังขาร   วิญญาณ    จักขุ  ฯลฯ
ชราและมรณะ   ฯลฯ   นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง   บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด ๆ   เป็นอันได้
ธรรมนั้น ๆ แล้ว     ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว
และพิจารณาแล้วอย่างนี้.
          [๕๙]  บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ  เป็นอันได้
เนกขัมมะแล้ว     ธรรมนั้น  เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ
พิจารณาแล้วอย่างนี้.
          บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท    เป็นอันได้
ความไม่พยาบาทแล้ว . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา
เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว  . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน    เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว . . .บุคคลผู้พยายามเพื่อต้อง
การจะได้การกำหนดธรรม   เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว . . .บุคคล
ผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ           เป็นอันได้ญาณแล้ว . . . บุคคลผู้
พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์       เป็นอันได้ความปราโมทย์
แล้ว   ธรรมนั้น   เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว
อย่างนี้.
อรรถกถาปริญเญยยนิทเทส
           ๕๖]   พึงทราบวินิจฉัย   ในปริญเญยยนิทเทสดังต่อไปนี้  ท่าน
สงเคราะห์ปริญญา ๓   คือ   ญาตปริญญา ๑  ตีรณปริญญา ๑   ปหาน
ปริญญา ๑  ด้วยปริญญาติศัพท์ไว้ก็จริง แต่ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอา
ตีรณปริญญา  เท่านั้น   เพราะท่านกล่าวถึง   ญาตปริญญา  ว่า  อภิญฺ-
เยฺยา ควรรู้ยิ่งไว้แล้วในตอนหลัง เพราะท่านกล่าวถึง ปหานปริญญา
ว่า   ปหาตพฺพา   ควรละไว้ตอนต่อไป.
          บทว่า  ผสฺโส สาสโว อุปาทานโย  ผัสสะอันมีอาสวะเป็นที่ตั้ง
แห่งอุปาทาน  ได้แก่   ผัสสะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นปัจจัย แห่งอาสวะ
และอุปาทาน.   จริงอยู่   ผัสสะนั้นชื่อว่า   สาสวะ   เพราะทำตนให้เป็น
อารมณ์พร้อมกับอาสวะที่เป็นไปอยู่    ชื่อว่า  อุปาทานิยะ   เพราะเข้าถึง
ความเป็นอารมณ์    แล้วหน่วงอุปาทานไว้ด้วยการผูกพันไว้กับอุปาทาน.
เพราะเมื่อผัสสะกำหนดรู้ได้ด้วยตีรณปริญญา         อรูปธรรมแม้ที่เหลือ
ย่อมกำหนดรู้ได้ด้วยผัสสะเป็นประธานและรูปธรรม   ย่อมกำหนดรู้ได้
ด้วยเป็นไปตามผัสสะนั้น,  ฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น.
แม้ในธรรมที่เหลือก็พึงประกอบตามควร.   บทว่า  นามํ ได้แก่  ขันธ์ ๔
และนิพพานอันไม่มีรูป.    บทว่า    รูปํ    ได้แก่   มหาภูตรูป  ๘    และ
อุปาทายรูป  ๒๔    อาศัยมหาภูตรูป ๔.   ขันธ์ ๔   ชื่อว่า   นาม   เพราะ
อรรถว่าน้อมไป.   จริงอยู่ขันธ์เหล่านั้นมีอารมณ์เป็นตัวนำ  ย่อมน้อมไป.