๓๓๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๓๗
. . .  เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว   ธรรมนั้น   เป็นธรรมอันบุคคลนั้น
กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้.
           [๖๓]   บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค  เป็น
อันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว    ธรรมนั้น   เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนด
รู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้  บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทา-
คามิมรรค . . .   อนาคามิมรรค . . .   อรหัตมรรค   เป็นอันได้อรหัตมรรค
แล้ว   ธรรมนั้น  เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว
อย่างนี้     บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใด ๆ   เป็นอันได้ธรรม
นั้น ๆ แล้ว   ธรรมเหล่านั้น    เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ
พิจารณาแล้วอย่างนี้      ชื่อว่าญาณ  เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น    ชื่อว่า
ปัญญา     เพราะอรรถว่ารู้ชัด   เพราะเหตุนั้น     ท่านจึงกล่าวว่า   ปัญญา
เครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว    คือ   เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมา
แล้วนั้นว่า     ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้   ชื่อว่าสุตมยญาณ.
            [๖๔]   ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว  คือ  เครื่อง
รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า   ธรรมเหล่านี้ควรละ  ชื่อว่าสุตมยญาณ
อย่างไร ?
              ธรรมอย่างหนึ่งควรละ   คือ   อัสมิมานะ,  ธรรม ๒ ควรละ  คือ
อวิชชา  ๑  ตัณหา  ๑,  ธรรม ๓ ควรละ  คือ  ตัณหา  ๓,  ธรรม ๔  ควรละ
คือ   โอฆะ  ๔,   ธรรม ๕  ควรละ   คือ  นิวรณ์ ๕,  ธรรม ๖  ควรละ  คือ
หมวดตัณหา ๖,   ธรรม ๗ ควรละ   คือ  อนุสัย ๗,  ธรรม ๘ ควรละ  คือ
มิจฉัตตะ - ความเป็นผิด ๘,   ธรรม  ๙  ควรละ  คือ  ธรรมมีตัณหาเป็น
มูลเหตุ  ๙.  ธรรม  ๑๐  ควรละ   คือ   มิจฉัตตะ  ๑๐.
         [๖๕]  ปหานะ  ๒    คือ  สมุจเฉทปหานะ  ๑  ปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะ  ๑   สมุทเฉทปหานะ    อันเป็นโลกุตรมรรค   และปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะอันเป็นโลกุตรผล  ในขณะแห่งผล   ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค
เครื่องให้ถึงความสิ้นไป.
           ปหานะ ๓  คือ  เนกขัมมะ  เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑
อรูปฌาน  เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑   นิโรธ   เป็นอุบายเครื่อง
สลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง      ซึ่งอาศัยกัน
และกันเกิดขึ้น  ๑     บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว
บุคคลผู้ได้อรูปฌานเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว   บุคคลผู้ได้นิโรธเป็น
อันละและสละสังขารได้แล้ว.
           ปหานะ   ๔  คือ   บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ      อันเป็นการแทง
ตลอดด้วยการกำหนดรู้  ย่อมละกิเลสที่ควรละได้  ๑  บุคคลผู้แทงตลอด
สมุทัยสัจ   อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ   ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑
บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจ     อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง
ย่อมละกิเลสที่ควรละได้  ๑   บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ     อันเป็นการ
แทงตลอดด้วยการเจริญ   ย่อมละกิเลสที่ควรละได้  ๑.