๓๓๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๓๙
         ปหานะ  ๕  คือ  วิกขัมภนปหานะ ๑     ตทังคปหานะ  ๑    สมุจ-
เฉทปหานะ  ๑  ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑  นิสสรณปหานะ  ๑   การละนิวรณ์
ด้วยการข่มไว้    ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน     การละทิฏฐิด้วยองค์
นั้น ๆ      ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรก
กิเลส    สมุจเฉทปหานะอันเป็นโลกุตรมรรค     และปฏิปัสสัทธิปหานะ
อันเป็นโลกุตรผล    ในขณะแห่งผล    ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่อง
ให้ถึงความสิ้นไป   และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ    คือ   นิพพาน.
           [๖๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    สิ่งทั้งปวงควรละ    ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย     ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร    คือ   จักษุ   รูป   จักษุวิญญาณ
จักษุสัมผัส   สุขเวทนา   ทุกขเวทนา   หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา   ที่เกิด
ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง.
            หู   เสียง   ฯลฯ   จมูก   กลิ่น   ฯลฯ   ลิ้น   รส    ฯลฯ   กาย
โผฏฐัพพะ  ฯลฯ  ใจ  ธรรมารมณ์  ฯลฯ  มโนวิญญาณ  ฯลฯ  มโน-
สัมผัส   ฯลฯ   สุขเวทนา   ทุกขเวทนา   หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิด
ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง.
            เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น    ย่อมละ
กิเลสที่ควรละได้   เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา . . .   สัญญา. . .   สังขาร . . .
วิญญาณ... จักษุ ... ชราและมรณะ  โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น
ย่อมละกิเลสที่ควรละได้      เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ
ด้วยความเป็นอนัตตา  ด้วยความว่าเป็นที่สุด    ย่อมละกิเลสที่ควรละได้
ธรรมใด ๆ  เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้น ๆ  เป็นอันสละได้แล้ว   ชื่อว่า
ญาณ      เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น    ชื่อว่าปัญญา     เพราะอรรถว่ารู้ชัด
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า  ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ไดสดับมาแล้ว
คือ   เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า   ธรรมเหล่านี้ควรละ  ชื่อว่า
สุตมยญาณ.
                                      จบ  ตติยภาณวาร
                                 -----------------------------
อรรถกถาปหาตัพพนิทเทส
         ๖๐-๖๔]  พึงทราบวินิจฉัยในปหาตัพพนิทเทส   ดังต่อไปนี้.
บทว่า   อสฺมิมาโน - มานะว่าเป็นเรา   ได้แก่   ชื่อว่า   มานะ    เพราะ
เป็นเราในอุปาทานขันธ์  ๕   มีรูปเป็นต้น.      จริงอยู่เมื่อละมานะนั้นได้
เป็นอันได้บรรลุพระอรหัต    พึงทราบว่า   แม้เมื่อรูปราคะเป็นต้น   ยังมี
อยู่ก็ไม่กล่าวถึงสังโยชน์ที่เหลือกกล่าวถึงอัสมิมานะเท่านั้น    เพราะอัสมิ-
มานะนั้นหยาบเทียบได้กับทิฏฐิ.
          บทว่า  อวิชฺชา   คือความไม่รู้ในฐานะ  ๔  มีทุกข์เป็นต้น  โดย
สุตตันตปริยาย,    การไม่รู้ในฐานะ   ๘   กับที่สุดของเบื้องต้นเป็นต้น
โดยอภิธรรมปริยาย.  ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า