๓๖๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๖๕
          เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ      อินทรีย์  ๕   มีกิจเป็นอย่าง
เดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะ   เพราะฉะนั้น  ชื่อว่าภาวนา  ด้วยอรรถ
ว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน   เมื่อละพยาบาท   อินทรีย์  ๕
มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท  ฯลฯ  เมื่อละกิเลส
ทั้งหมด     อินทรีย์ ๕    มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค
เพราะฉะนั้น   ชื่อว่าภาวนา  ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง
เดียวกัน      ชื่อว่าภาวนา     ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง
เดียวกัน   อย่างนี้.
            [๗๕]  ชื่อว่าภาวนา     ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอัน
สมควรแก่ธรรมนั้น ๆ   อย่างไร ?
          พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ     ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วย
สามารถเนกขัมมะ   เพราะฉะนั้น   ชื่อว่าภาวนา   ด้วยอรรถว่านำไปซึ่ง
ความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ    เมื่อละพยาบาท    ย่อมนำไปซึ่ง
ความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท     ฯลฯ     เมื่อละกิเลสทั้งปวง
ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค    เพราะฉะนั้น   ชื่อว่า
ภาวนา  ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ  ชื่อว่า
ภาวนา       ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น  ๆ
อย่างนี้.
           [๗๖]ชื่อว่าภาวนา   ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก   อย่างไร ?
          เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ     ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนก-
ขัมมะ    เพราะฉะนั้น   ชื่อว่าภาวนา   ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก  เมื่อ
ละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท  ฯลฯ  เมื่อละกิเลส
ทั้งปวง  ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค   เพราะฉะนั้น    ชื่อว่าภาวนา
ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก  ชื่อว่าภาวนา  ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก
อย่างนี้    ภาวนา ๙ ประการนี้.
          พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป    ชื่อว่าเจริญภาวนา     พิจารณา
เห็นเวทนา . . . พิจารณาเห็นสัญญา. . . พิจารณาเห็นสังขาร . . .พิจารณา
เห็นวิญญาณ . . .พิจารณาเห็นจักษุ  ฯลฯ   พิจารณาเห็นชราและมรณะ
. . . พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่   ชื่อว่า
เจริญภาวนา    ธรรมใด  ๆ   เป็นธรรมอันเจริญแล้ว   ธรรมนั้น ๆ  ย่อมมี
กิจเป็นอย่าเดียวกัน    ชื่อว่าญาณ    ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น  ๆ    ชื่อว่า
ปัญญา  ด้วยอรรถว่ารู้ชัด   เพราะฉะนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า   ปัญญาความ
ทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว   คือ   เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
ว่า   ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ   ชื่อว่าสุตมยญาณ.
                                     จบ   จตุตถภาณวาร