๓๗    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๘
            สุตศัพท์  มีอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสัททารมณ์อันตนรู้แล้วโดยครรลอง
แห่งโสตทวาร    ได้ในคำเป็นต้นว่า     พหุสฺสุโต     โหติ     สุตธโร
สุตสนฺนิจโย   เป็นผู้สดับมาก   เป็นผู้ทรงสุตะ   เป็นผู้สั่งสมสุตะ. แต่
ในที่นี้     สุตะศัพท์มีอรรถว่า    อันตนรู้แล้ว.    เข้าไปทรงไว้แล้วโดย
ครรลองแห่งโสตทวาร.
            บทว่า  สุตมเย  าณํ   ความว่า   ปัญญานี้ได้   ปรารภพระ-
สัทธรรม    คือ    สุตะนี้    ที่รู้แล้ว    ทรงจำไว้ได้แล้ว    กระทำให้เป็น
อารมณ์    เป็นไปแล้วในครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ  มา,   ปัญญาญาณนั้น
ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า   สุตมเย  าณํ   ญาณอันสำเร็จแล้วด้วย
การฟัง,  อธิบายว่า   สุตมยํ   าณํ   นั่นเอง.    ก็คำว่า   สุตมเย   นี้
เป็นปัจจัตตวัจนะ,   ปัจจัตตวัจนะ   ในคำเป็นต้นว่า   น  เหวํ  วตฺตพฺเพ
ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น,   วนปฺปคุมฺเพ  ยถา  ผุสฺสิตคฺเค  พุ่มไม้ในไพร
มรยอดคือดอกบานสะพรั่ง,  นตฺถิ  อตฺตกาเร   การกระทำของตน ไม่มี,
นตฺถิ  ปรกาเร  การกระทำของคนอื่น   ไม่มี,  นตฺถิ ปุริสกาเร  การกระทำ
ของบุรุษ  ไม่มี  ดังนี้    ฉันใด   แม้ในที่นี้    บทว่า  สุตมเย  ก็พึงเข้าใจ
ฉันนั้น.  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวคำว่า  สุตมยํ  าณนฺติ อตฺโถ
อธิบายว่า   ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง   ดังนี้.
๑. ม.มู. ๑๒/๓๗๖.
            อีกอย่างหนึ่ง   หมวดธรรมมีผัสสะเป็นต้น   อันสำเร็จแล้วด้วย
การฟัง    จึงชื่อว่า     สุตมยะ,    ญาณเป็นไปในหมวดแห่งธรรมที่ชื่อว่า
สุตมยะนั้น  คือสัมปยุต  กับด้วยสุตมยะนั้น   ชื่อว่า  สุตมเย   าณํ.
ญาณนั้นนั่นแล  ท่านกล่าวว่า  ปัญญา  เพราะไม่กำหนดก็เพื่อจะอธิบาย
โดยปริยาย   ภายหลังจึงกล่าวกำหนดว่า   ญาณ   ท่านสาธุชนพึงทราบ
ตามที่กล่าวมานี้.
            ก็ชื่อว่า    ญาณ   มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ    หรือมี
การแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ     เหมือนการยิงลูกศรอัน-
นายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั่น.
            มีการส่องซึ่งอารมณ์เป็นรส  เหมือนดวงประทีปส่องสว่างฉะนั้น.
            มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน       เหมือนพรานป่าบอกทางแก่
คนหลงทางฉะนั้น.
            มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน    ตามพระบาลีว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้ว   ย่อมรู้ตามความเป็นจริง.
            ก็ในลักษณะเป็นต้น   พึงทราบว่า     สภาวะก็ดี  สามัญญะก็ดี
ชื่อว่า  ลักษณะ,  กิจก็ดี   สมบัติก็ดี  ชื่อว่า   รส,  อาการที่ปรากฏก็ดี
ผลก็ดี  ชื่อว่า  ปัจจุปัฏฐาน,  เหตุใกล้  ชื่อว่า  ปทัฏฐาน     ดังนี้.
๑. สํ. สฬา. ๑๘/๑๔๗.