๓๗๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๗๗
ขวาง   ไม่มีสอง   ไม่มีประมาณ,    ท่านหนึ่งรู้พร้อมอาโปกสิณ   ฯลฯ
ท่านหนึ่งรู้พร้อมเตโชกสิณ.    ท่านหนึ่งรู้พร้อมวาโยกสิณ.    ท่านหนึ่ง
รู้พร้อมนีลกสิณ.    ท่านหนึ่งรู้พร้อมปีตกสิณ.   ท่านหนึ่งรู้พร้อมโลหิต
กสิณ.     ท่านหนึ่งรู้พร้อมโอทาตกสิณ.    ท่านหนึ่งรู้พร้อมอากาสกสิณ.
ท่านหนึ่งรู้พร้อมวิญญาณกสิณ    เบื้องบน   เบื้องต่ำ   เบื้องขวาง  ไม่มี
สอง    ไม่มีประมาณ.    ชื่อว่า   กสิณ    เพราะอรรถว่าแผ่ไปทั่ว,    อีก
อย่างหนึ่งชื่อว่า   อายตนะ   เพราะอรรถว่าเป็นเขต    หรือเป็นที่ตั้งของ
ธรรมอันมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์.
          บทว่า   อุทฺธํ   คือ   มุ่งเฉพาะท้องฟ้าเบื้องบน.    บทว่า   อโธ
คือ   มุ่งเฉพาะภาคพื้นเบื้องล่าง.
          บทว่า  ติริยํ  คือ กำหนดไว้โดยรอบดุจบริเวณของพื้นที่.  เพราะ
บางท่านเจริญกสิณเบื้องบน,      บางท่านเบื้องต่ำ,       บางท่านโดยรอบ
หรือว่าแม้ท่านหนึ่งประสงค์จะเห็นรูป  ดุจประสงค์จะเห็นแสงสว่าง  ย่อม
ขยายออกไปอย่างนี้ด้วยเหตุนั้น ๆ.      ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า    ท่านหนึ่งรู้
พร้อมปฐวีกสิณ   เบื้องบน   เบื้องล่าง   เบื้องขวาง.
          บทว่า   อทฺวยํ   นี้   ท่านกล่าวเพื่อไม่ให้กสิณอย่างหนึ่งถึงความ
เป็นอย่างอื่น.   ปฐวีกสิณย่อมเป็นปฐวีกสิณเท่านั้น   ปฐวีกสิณนั้นไม่มี
๑. อํ. ทสก. ๒๔/๒๕
กสิณอื่นปะปนเหมือนเมื่อคนลงไปสู่น้ำ   น่าเท่านั้นย่อมมีในทิศทั้งปวง
มิใช่อื่น.  ในบททั้งปวงมีนัยอย่างนี้.
          บทว่า  อปฺปมาณํ  นี้   ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแผ่ไปของกสิณ
นั้นๆ  ไม่มีกำหนด.   จริงอยู่   กสิณนั้น   เมื่อแผ่ไปทางใจ   ชื่อว่า   แผ่
ไปทั่ว,    มิได้กำหนดว่า   นี้เป็นเบื้องต้น   นี้เป็นท่ามกลาง   ของกสิณ
นั้น.
          บทว่า   อากาสกสิณํ   ได้แก่    อากาศที่เพิกกสิณ   และอากาศ
กสิณที่กำหนดไว้.
          บทว่า   วิญฺาณกสิณํ   ได้แก่    วิญญาณอันเป็นไปในอากาศ
ที่เพิกกสิณ.  ในวิญญาณกสิณนั้น   พึงทราบความเป็นเบื้องบน   เบื้อง
ล่าง  เบื้องขวาง  ในอากาศที่เพิกกสิณ   ด้วยอำนาจกสิณ   ในวิญญาณ
อันเป็นไปแล้ว    ในวิญญาณกสิณนั้น    ด้วยอำนาจอากาศที่เพิกกสิณ,
พึงทราบด้วยสามารถกสิณนั้น    เพราะแม้อากาสกสิณที่กำหนดไว้ก็ควร
เจริญดังนี้บ้าง.
           ๖๘]  บัดนี้   ท่านพระสารีบุตร  เมื่อจะแสดงประเภทของภาวนา
จึงกล่าวบทมีอาทิว่า   เทฺว   ภาวนา - ภาวนา ๒.
          พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า   เทฺว   ภาวนา    ดังต่อไปนี้    วัฏฏะ
ท่านกล่าวว่า    โลก    เพราะอรรถว่าแตกสลายไป.    ชื่อว่า    โลกิยา
เพราะอรรถว่าประกอบแล้วในโลก ด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น,