๓๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๙
            อีกอย่างหนึ่ง   หมวดธรรมมีผัสสะเป็นต้น   อันสำเร็จแล้วด้วย
การฟัง    จึงชื่อว่า     สุตมยะ,    ญาณเป็นไปในหมวดแห่งธรรมที่ชื่อว่า
สุตมยะนั้น  คือสัมปยุต  กับด้วยสุตมยะนั้น   ชื่อว่า  สุตมเย   าณํ.
ญาณนั้นนั่นแล  ท่านกล่าวว่า  ปัญญา  เพราะไม่กำหนดก็เพื่อจะอธิบาย
โดยปริยาย   ภายหลังจึงกล่าวกำหนดว่า   ญาณ   ท่านสาธุชนพึงทราบ
ตามที่กล่าวมานี้.
            ก็ชื่อว่า    ญาณ   มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ    หรือมี
การแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ     เหมือนการยิงลูกศรอัน-
นายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั่น.
            มีการส่องซึ่งอารมณ์เป็นรส  เหมือนดวงประทีปส่องสว่างฉะนั้น.
            มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน       เหมือนพรานป่าบอกทางแก่
คนหลงทางฉะนั้น.
            มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน    ตามพระบาลีว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้ว   ย่อมรู้ตามความเป็นจริง.
            ก็ในลักษณะเป็นต้น   พึงทราบว่า     สภาวะก็ดี  สามัญญะก็ดี
ชื่อว่า  ลักษณะ,  กิจก็ดี   สมบัติก็ดี  ชื่อว่า   รส,  อาการที่ปรากฏก็ดี
ผลก็ดี  ชื่อว่า  ปัจจุปัฏฐาน,  เหตุใกล้  ชื่อว่า  ปทัฏฐาน     ดังนี้.
๑. สํ. สฬา. ๑๘/๑๔๗.
๒. อรรถกถาสีลมยญาณุทเทส
ว่าด้วย  สีลมยญาณ
         คำว่า   สุตฺวาน   สํวเร  ปญฺา   ความว่า :-
                   ธรรม  ๕  ประการเหล่านี้   คือ  ปาฏิโมกข์ ๑
        สติ ๑  ญาณ  ๑  ขันติ  ๑  และ   วิริยะ  ๑    ท่าน
         แสดงว่าสังวร.
         สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
                   เป็นผู้เข้าถึง,   เข้าถึงพร้อม,   เข้ามา,   เข้า
         มาพร้อม,     ถึงแล้ว,    ถึงพร้อมแล้ว,    ประกอบ
         พร้อมแล้ว   ด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้  ชื่อว่า   ปาฏิ-
         โมกขสังวร.
         สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
                   ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว       ไม่ถือนิมิต
         ไม่ถืออนุพยัญชนะ,    เธอย่อมปฏิบัติ     เพื่อสำรวม
         จักขุนทรีย์       เมื่อไม่สำรวมแล้ว     จะเป็นเหตุให้
         อกุศลธรรมอันลามก   คืออภิชฌาและโทมนัส
๑. อภิ.วิ.๓๕/๖๐๒.