๓๘๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๓๘๓
ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์ปานกลาง   ชื่อว่า    มชฺฌิมา.    ภาวนาที่
สัมปยุตด้วยอินทรีย์มีประมาณยิ่ง   ชื่อว่า   ปณีตา.   ท่านกล่าวถึงความ
ประณีตเท่านั้น    เพราะภาวนาอันไม่นับเนื่อง    ไม่มีส่วนเลวและส่วน
ปานกลาง.    ภาวนานั้น    ชื่อว่า    ปณีตา    เพราะอรรถว่าสูงสุดและ
เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน.
              ๖๙]ในปฐมภาวนาจตุกะ    มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-
              บทว่า   ภาเวติิ  ได้แก่    พระโยคาวจรเมื่อแทงตลอดอย่างนั้น ๆ
ในขณะเดียวเท่านั้น   ชื่อว่า   ย่อมเจริญอริยมรรค.
              ในทุติยภาวนาจตุกะ   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
              บทว่า    เอสนาภาวนา    ได้แก่     ภาวนาในส่วนเบื้องต้นของ
อัปปนา.    เอสนาภาวนานั้น    ท่านกล่าวว่า    เอสนา    เพราะเป็นเหตุ
แสวงหา   อัปปนา.
              บทว่า   ปฏิลาภภาวนา    ได้แก่    อัปปนาภาวนา.    ปฏิลาภ
ภาวนานั้น   ท่านกล่าวว่า   ปฏิลาภ   เพราะได้ด้วยการแสวงหานั้น.
              บทว่า   เอกรสาภาวนา   ได้แก่    ภาวนาในเวลาประกอบความ
เพียรของผู้ใคร่จะบรรลุ   ความเป็นผู้ชำนาญในการได้เฉพาะ.   เอกรสา
ภาวนานั้นมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส   เพราะพ้นจากกิเลสนั้น ๆ
ด้วย   ปหานะ   นั้น ๆ  เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า   เอกรสา.
          บทว่า    อาเสวนาภาวนา   ได้แก่    ภาวนาในเวลาบริโภคตาม
ความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ.  อาเสวนาภาวนา
นั้น   ท่านกล่าวว่า   อาเสวนา   เพราะอรรถว่า  เสพหนัก.   แต่อาจารย์
บางพวกพรรณนาไว้ว่า    อาเสวนาภาวนาเป็น    วสีกรรม.    เอกรสา
ภาวนา    มีประโยชน์ทั้งหมด.     พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้
บทว่า  สมาธึ   สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่   เป็น
คำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน.
          บทว่า   ตตฺถ   ชาตา  ได้แก่     ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอัน
เป็นส่วนเบื้องต้นนั้น.   บทว่า   เอกรสา   โหนฺติ     ได้แก่   เป็นธรรม
มีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา.   บทว่า   สมาธึ   สมาปนฺนานํ - เมื่อ
พระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว   ได้แก่   มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว.
          บทว่า   ตตฺถ  ชาตา  ได้แก่   ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น.
บทว่า   อญฺมญฺํ   นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน   ได้แก่
ไม่ก้าวล่วงกันและกัน  โดยเป็นไปเสมอกัน.
           ๗๐]  พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า  อธิโมกฺขฏฺเ€น  สทฺธินฺ-
ทฺริยํ    ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์    ด้วยอรรถว่า
น้อมใจเธอ   ดังต่อไปนี้    อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตน ๆ    เป็นเหตุ
ด้วยอาศัยอินทรีย์นั้น ๆ    ในการทำกิจของตน ๆ     แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ
แม้ในขณะเดียวกัน  จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส    เพราะเหตุนั้น