| บทว่า อาเสวนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาบริโภคตาม |
| ความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ. อาเสวนาภาวนา |
| นั้น ท่านกล่าวว่า อาเสวนา เพราะอรรถว่า เสพหนัก. แต่อาจารย์ |
| บางพวกพรรณนาไว้ว่า อาเสวนาภาวนาเป็น วสีกรรม. เอกรสา |
| ภาวนา มีประโยชน์ทั้งหมด. พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้ |
| บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่ เป็น |
| คำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน. |
| บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอัน |
| เป็นส่วนเบื้องต้นนั้น. บทว่า เอกรสา โหนฺติ ได้แก่ เป็นธรรม |
| มีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา. บทว่า สมาธึ สมาปนฺนานํ - เมื่อ |
| พระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว ได้แก่ มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว. |
| บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น. |
| บทว่า อญฺมญฺํ นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน ได้แก่ |
| ไม่ก้าวล่วงกันและกัน โดยเป็นไปเสมอกัน. |
| ๗๐] พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเน สทฺธินฺ- |
| ทฺริยํ ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า |
| น้อมใจเธอ ดังต่อไปนี้ อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตน ๆ เป็นเหตุ |
| ด้วยอาศัยอินทรีย์นั้น ๆ ในการทำกิจของตน ๆ แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ |
| แม้ในขณะเดียวกัน จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะเหตุนั้น |