| ผู้ยังต้องศึกษา เป็นอเสกขธรรมของผู้ไม่ต้องศึกษา. ในธรรมขันธ์ |
| เหล่านี้ ธรรมขันธ์ที่เป็นโลกิยะและเป็นนิสสรณวิมุตติ เป็นเนวเสกขา- |
| นาเสกขธรรม - ธรรมของผู้ยังต้องศึกษาก็ไม่ใช่ ไม่ต้องศึกษาก็ไม่ใช่. |
| แม้เสกขธรรมมีอยู่ ท่านก็กล่าวเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ยังต้องศึกษา, |
| กล่าวอเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ไม่ต้องศึกษา. ในบทนี้ว่า พระ- |
| โยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นเสกขธรรม แต่ก็พึงทราบ |
| ว่า พระโยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยการทำนิสสรณวิมุตติให้เป็นอารมณ์ |
| บทว่า ฉ อภิญฺา ได้แก่ ญาณอันยิ่ง ๖. ญาณอันยิ่ง ๖ |
| เป็นไฉน ? ญาณ ๖ เหล่านี้ คือ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ |
| บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวัก- |
| ขยญาณ ๑. |
| บทว่า สตฺต ขีณาสวพลานิ - กำลังของพระขีณาสพ ๗ ชื่อว่า |
| ขีณาสวะ เพราะมีอาสวะสิ้นแล้ว กำลังของพระขีณาสพ ชื่อว่า ขีณา- |
| สวพละ ขีณาสวะ ๗ เป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพในธรรม- |
| วินัยนี้เห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของ |
| ไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง, |
| ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวง โดย |
| ความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความ |