๔๐๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๔๐๕
อรรถกถาหานภาคิยจตุกนิทเทส
          บัดนี้   เพราะความที่ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม   ย่าม
มีโดยประเภทที่ว่างจากสมาธิอย่างหนึ่ง ๆ,     ฉะนั้น   พระสารีบุตรจึงได้
ชี้แจงหานภาคิยจตุกะโดยเป็นอันเดียวกัน.
        ในบทเหล่านั้น  บทว่า  ป€มสฺส  ฌานสฺส  ลาภึ  คือ  ของ
พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน.   บทว่า   ลาภึ     เป็นทุติยาวิภัตติลงใน
อรรถฉัฏฐีวิภัตติ.   ลาโภ   ท่านกล่าวเป็น    ลาภี   เพราะอรรถว่า   มีการ
ทำให้แจ้ง.
         ศัพท์ว่า  สหคต  ในบทว่า   กามสหคตา   นี้ท่านประสงค์เอา
ความว่า   อารมณ์,  อธิบายว่า  มีวัตถุกามและกิเลสกามเป็นอารมณ์.
          บทว่า   สญฺามนสิการา - สัญญาและมนสิการ  ได้แก่   ชวน-
สัญญา  และมนสิการด้วยความคำนึงถึงสัญญานั้น.  มนสิการสัมปยุตด้วย
ญาณก็ควร.   บทว่า   สมุทาจรนฺติ   ย่อมปรากฏ   คือ   ย่อมเป็นไป.
          บทว่า    ธมฺโม  ได้แก่   ธรรม   คือ   ปฐมฌาน.   พระโยคาวจร
เมื่อเสื่อมจากฌาน    ชื่อว่า   เสื่อมด้วยเหตุ ๓  ประการ   คือ   ด้วยกิเลส
กำเริบ  ๑    ด้วยอสัปปายกิริยา  ๑    ด้วยการไม่ประกอบความเพียร   ๑.
เมื่อเสื่อมด้วยกิเลสกำเริบ  ชื่อว่า  เสื่อมเร็ว.   เมื่อเสื่อมด้วยอสัปปายกิริยา
๑. อยู่ในข้อ ๗๘.
ด้วยอำนาจการประกอบความเป็นผู้ยินดีในการงาน   ความเป็นผู้ยินดีใน
การพูดเหลวไหล   ความเป็นผู้ยินดีในการนอน  ความเป็นผู้ยินดีในการ
คลุกคลี    ชื่อว่า  เสื่อมช้า,   เมื่อไม่เข้าถึงเนือง ๆ  ด้วย  ปลิโพธ -  ความ
กังวล   มีความเจ็บไข้และความวิบัติด้วยปัจจัยเป็นต้น   แม้เมื่อเสื่อมด้วย
การไม่ประกอบความเพียร   ก็ชื่อว่า   เสื่อมช้า.    แต่ในนิทเทสนี้  พระ-
สารีบุตรเมื่อจะแสดงเหตุอันมีกำลังเท่านั้น    จึงกล่าวถึงกิเลสกำเริบอย่าง
เดียว.
          ก็เมื่อพระโยคาวจรเสื่อมจากทุติยฌานเป็นต้น      ชื่อว่า    เสื่อม
แม้ด้วยความพอใจในฌานชั้นต่ำ ๆ  กำเริบ.     ถามว่า   เป็นอันเสื่อมด้วย
เหตุประมาณเท่าไร ?  ตอบว่า   เป็นอันเสื่อมด้วยเหตุเท่าที่ไม่สามารถจะ
เข้าถึงได้.
           บทว่า   ตทนุธมฺมตา - ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐม-
ฌานนั้น   คือ   ธรรมอันเป็นไปสมควร  ชื่อว่า  อนุธมฺโม.  บทนี้เป็น
ชื่อของธรรม   คือ   ความพอใจอันเป็นไปเพราะทำฌานให้ยิ่ง.  ธรรมอัน
สมควรนั่นแล   ชื่อว่า อนุธมฺมตา.   ความเป็นธรรมสมควรแก่ฌานนั้น
ชื่อว่า   ตทนุธมฺมุตา.
         บทว่า สติ  คือ  พอใจ.   บทว่า  สนฺติฏฺ€ติ   คือ  ตั้งอยู่.  ท่าน
อธิบายว่า  ความพอใจอันเป็นไปตามปฐมฌานนั้น   ยังเป็นไปอยู่.