๔๓๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๔๓๗
             บทว่า  เภโท - ความแตก    เป็นบทแสดงถึงการเกิดความแตก
ของ   จุติขันธ์.
             บทว่า    อนฺตรธานํ - ความหายไป    เป็นบทแสดงถึงความไม่มี
ฐานะ   โดยปริยายอย่างใด  ๆ   ของจุติขันธ์ที่แตกแล้ว   ดุจหม้อที่แตก
             บทว่า  มจฺจุ  มรณํ   ได้แก่   ความตาย   กล่าวคือ   ถึงความตาย
มิใช่ตายชั่วขณะ   มัจจุผู้ทำที่สุด  ชื่อว่า  กาละ,   การทำกาละนั้น  ชื่อว่า
กาลกิริยา.   ด้วยเหตุเพียงนี้    ท่านแสดงถึงความตายโดยสมมติ.
             บัดนี้   เพื่อแสดงโดยปรมัตถ์   พระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงตรัสว่า
ขนฺธานํ   เภโท - ความแตกแห่งขันธ์.   จริงอยู่โดยปรมัตถ์   ขันธ์เท่านั้น
แตก     สัตว์ไร ๆ    ไม่ตาย.    เมื่อขันธ์แตกสัตว์ก็ตาย.    จึงมีคำกล่าวว่า
เมื่อขันธ์แตก    สัตว์ตายแล้ว.    อนึ่ง   ในบทนี้พึงทราบความแตกแห่ง
ขันธ์    ด้วยอำนาจของขันธ์  ๔  และขันธ์  ๕.    พึงทราบความทอดทิ้ง
ซากศพ   ด้วยอำนาจของขันธ์  ๑,    พึงทราบความแตกแห่งขันธ์   ด้วย
อำนาจของขันธ์  ๔    พึงทราบการทอดทิ้งซากศพ   ด้วยอำนาจสองขันธ์
ที่เหลือ.   ถามว่า   เพราะเหตุไร ?   ตอบว่า   เพราะซากศพ  คือ  รูปกาย
ยังมีอยู่แม้ในสองภพ.     อีกอย่างหนึ่ง     เพราะขันธ์แม้ในชั้นจาตุมหา-
ราชิกายังแตกได้,   ย่อมไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้.    ฉะนั้น   ความแตกแห่ง
ขันธ์     ด้วยอำนาจขันธ์เหล่านั้นจึงเป็นการทอดทิ้งซากศพไว้ในมนุษย์
เป็นต้น.   อนึ่ง  ในบทนี้ท่านกล่าวถึงมรณะเพราะทำการทอดทิ้งซากศพ
ว่า   กเฬวรสฺส   นิกฺเขโป - การทอดทิ้งซากศพ.
             ด้วยบทนี้ว่า   ชีวิตินฺทฺริยสฺสุปจฺเฉโท - ความขาดแห่งชีวิตน-
ทรีย์   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า   ชื่อว่า    มรณะ    ย่อมมีแก่ผู้ที่
ยังมีอินทรีย์ผูกพันอยู่เท่านั้น,      ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีอินทรีย์ผูกพันอยู่.
ส่วนบทว่า   สสฺสํ  มตํ,  รุกฺโข  มโต - ข้าวกล้าตาย    ต้นไม้ตายเป็น
เพียงโวหารเท่านั้น.    แต่โดยอรรถคำเห็นปานนี้     แสดงถึงความสิ้นไป
และความเสื่อมไปของข้าวกล้าเป็นต้นเท่านั้น.
             อีกอย่างหนึ่ง   ชาติ   ชรา    มรณะเหล่านี้เที่ยวแสวงหาช่องของ
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้     ดุจปัจจามิตรผู้มุ่งร้าย    ฉะนั้น.    เหมือนอย่างว่า
ปัจจามิตร  ๓  คน    ของบุรุษเที่ยวคอยหาช่อง.    ปัจจามิตรคนหนึ่งพึง
กล่าวว่า   เราจักกล่าวพรรณนาคุณของป่าโน่น   แล้วจักพาบุรุษนั้นไปที่
ป่านั้น,     เราจะไม่ทำร้ายในบุรุษนี้เลย.    ปัจจามิตรคนที่สองพึงกล่าวว่า
ในเวลาที่ท่านพาบุรุษนี้ไปเราจักโบยทำให้หมดกำลัง.      เราจะไม่ทำรุณ
แรงในบุรุษนี้เลย.    ปัจจามิตรคนที่สามพึงกล่าวว่า   เมื่อท่านโบยบุรุษนี้
ทำให้หมดกำลังแล้ว   การเอาดาบตัดศีรษะเป็นภาระของเรา  ครั้นปัจจา-
มิตรเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็พึงทำตามนั้น.
             การคร่าออกจากแวดวงของเพื่อนและญาติ แล้วให้ไปอยู่ในที่ใด
ที่หนึ่ง   ดุจปัจจามิตรคนที่หนึ่งกล่าวพรรณนาคุณของป่า    แล้วพาบุรุษ
นั้นไปในป่านั้น   พึงทราบว่า  เป็น   กิจของชาติ,   การล้มลงในขันธ์
ที่เกิดแล้วต้องอาศัยผู้อื่นและนอนพักผ่อนบนเตียง         ดุจการโบยของ
ปัจจามิตรคนที่สองแล้วทำให้หมดกำลัง  พึงทราบว่า  เป็น  กิจของชรา.