๔๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๔๗
มีคำอธิบายว่า    การวาง    การตั้ง    ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียว
โดยชอบด้วยดี   เพราะฉะนั้น   จิตและเจตสิก   ไม่ฟุ้งไป   ไม่เกลื่อน
กล่น    ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว   ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด,
คำที่กล่าวมาแล้วนี้พึงทราบว่าเป็น    สมาธาน.
                  ก็ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ    การกำจัด
         ความฟุ้งซ่านเป็นรส            การไม่หวั่นไหวเป็น
        ปัจจุปัฏฐาน       และมีความสุขเป็นปทัฏฐานของ
        สมาธินั้นแล.
            ธรรมชาติใด    อันพระโยคีบุคคลอบรมอยู่    เจริญอยู่    ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น   ชื่อว่า   ภาวนา,   ภาวนาคือสมาธิ   ชื่อว่า   สมาธิภาวนา,
อีกอย่างหนึ่ง    การอบรมการเจริญซึ่งสมาธิ   ชื่อว่า  สมาธิภาวนา.   ห้าม
ภาวนาอื่นด้วยคำว่า    สมาธิภาวนา.    ญาณอันสำเร็จด้วยสมาธิภาวนา
ด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิดุจในก่อน.
๔. อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
ว่าด้วย  ธรรมฐิติญาณ
            ชื่อว่าปัจจัย  ในคำนี้ว่า  ปจฺจยปริคฺคเห   ปญฺา  มีวจนัตถะ
ว่า  ผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิด   ฉะนั้น    ธรรมนั้นชื่อว่า   ปัจจัย.
            คำว่า  ปฏิจฺจ  ได้แก่  ไม่เว้นจากธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น   อธิบาย
ว่า  ไม่บอกคืน.   บทว่า  เอติ   ความว่า   ย่อมเกิดขึ้นด้วย   ย่อมเป็นไป
ด้วย.   อีกอย่างหนึ่ง  มีความว่าอุปการะ  มีอรรถว่าเป็นแดนเกิด,  ปัญญา
ในการกำหนดคือกำหนดได้ซึ่งปัจจัยทั้งหลาย      เพราะปัจจัยนั้นมีมาก
อย่าง   ชื่อว่า   ปจฺจยปริคฺคเห   ปญฺา   แปลว่า   ปัญญาเป็นเครื่อง
กำหนดปัจจัย.
            ธมฺมศัพท์   ในบทว่า    ธมฺมฏฺ€ิติาณํ  นี้    ย่อมปรากฏใน
อรรถว่า    สภาวะ,    ปัญญา, บุญ,   บัญญัติ,  อาบัติ,  ปริยัติ,   นิสสัตตตา,
วิการ,   คุณ,  ปัจจัย,   ปัจจยุปบันเป็นต้น.
            ก็   ธมฺมศัพท์นี้    ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ   ได้ในติกะว่า
กุสลา    ธมฺมา    สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล,  อกุสลา    ธมฺมา
สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล,     อพฺยากตา  ธมฺมา     สภาวธรรม
ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.
ธมฺมศัพท์  ย่อมปรากฏในอรรถว่า  ปัญญา  ได้ในคำเป็นต้นว่า
                  บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วย
         สัทธา   มีธรรม  ๔ ประการเหล่านี้   คือ  สัจจะ,
๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑.