๕๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๕๑
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ธรรมฐิติ.  คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,
ญาณในธรรมฐิตินั้น   ชื่อว่า  ธัมมัฏฐิติญาณ.
            ก็  ธัมมัฏฐิติญาณนี้    มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป
ทั้งหลายเหล่านั้น      ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร
เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ      ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ใน
สมาธิภาวนามยญาณแล้วกำหนดนามรูป.
            หากจะมีปุจฉาว่า    ญาณนี้    ทำไมท่านไม่กล่าวว่า      นามรูป
ววัตถามญาณ       อย่างเดียว     แต่กลับกล่าวว่า           ธัมมัฏฐิติญาณ
เล่า ?   ก็มีวิสัชนาว่า  เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  ล้วน
สำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว.        เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัย
เกิดขึ้น     อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว    ก็ไม่สามารถจะทำการ
กำหนดปัจจัยได้.  เพราะฉะนั้น   พึงทราบว่า     นามรูปววัตถานญาณ
อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้น  สำเร็จแล้วในก่อน   ก็ยอมเป็น
ญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย   ศัพท์ว่า   ธัมมัฏฐิติญาณ   นั่นแล.
            หากจะมีคำถามว่า    เพราะเหตุไร  ท่านจะไม่กล่าว  สมาทหิตฺวา
ปจฺจยปริคฺคเห  ปญฺา  แปลว่า  ปัญญาในการกำหนดปัจจัย   เพราะมี
จิตตั้งมั่น     เหมือนญาณที่ ๑   และญาณที่  ๒   เล่า ?   ตอบว่า   เพราะ
สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.
            สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า
                   หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็น
            แจ้งได้โดยประการใดไซร้,          และหากพระโยคี
            บุคคลเมื่อเห็นแจ้งอยู่        ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดย
            ประการนั้น,   ในกาลนั้น   วิปัสสนา   และสมถะ
            เป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน  เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.
            เพราะฉะนั้น    พึงทราบว่า   ท่านกล่าวว่า    ปจฺจยปริคฺคเห
ปญฺา    ธมฺมฏฺ€ิติาณํ      แปลว่า     ปัญญาในการกำหนดปัจจัย
เป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้   ก็เพื่อจะให้รู้ว่า    ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่
ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน,   พระโยคีบุคคลก็จำต้อง
ขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
๕. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส
ว่าด้วย   สัมมสนญาณ
            ชื่อว่า  อดีต   เพราะอรรถว่า  ถึงแล้ว  ถึงยิ่งแล้ว  ก้าวล่วงแล้ว
ซึ่งสภาวะของตนหรือ    ขณะมีอุปปาทขณะเป็นต้น,   ชื่อว่า    อนาคต
เพราะอรรถว่า   ไม่ถึงแล้ว   ไม่ถึงพร้อมแล้ว    แม้ซึ่งสภาวะของตนและ
ขณะมีอุปาทขณะเป็นต้นทั้ง  ๒ นั้น, ชื่อว่า   ปัจจุบัน   เพราะอรรถว่า