| สัตว์ทั้งปวง. เพื่อแสวงถึงเหตุแห่งทุกขสัจนั้น ท่านจึงกล่าว สมุทยสัจ |
| ในลำดับต่อไป, เพื่อไห้รู้ว่าการดับผลได้ เพราะดับเหตุ จึงกล่าว |
| นิโรธสัจ ต่อจากนั้น, เพื่อแสดงอุบายให้บรรลุ นิโรธสัจ นั้น จึง |
| กล่าว มรรคสัจ ในที่สุด . อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึง ทุกขสัจ ก่อน |
| เพื่อให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ถูกมัดด้วยความพอใจ ความ |
| สุขในภพ ทุกข์นั้นบุคคลไม่ทำแล้วย่อมไม่มาถึง, ย่อมไม่มีโดยไม่ถือตัว |
| ว่าเป็นใหญ่เป็นต้น, แต่ย่อมมีได้ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้รู้ดังนี้ท่านจึงกล่าว |
| สมุทยสัจ ในลำดับจากทุกขสัจนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดโปร่งใจ. |
| ด้วยการเห็นอุบายสลัดออกของผู้แสวงหาอุบายสลัดออกจากทุกข์ มี |
| ความสลดใจ เพราะถูกทุกข์พร้อมด้วยเกตุครอบงำ ท่านจึงกล่าว |
| นิโรธสัจ ต่อจากนั้น, จากนั้นเพื่อบรรลุนิโรธท่านจึงกล่าว มรรค |
| อันให้ถึงนิโรธ นี้เป็นลำดับของอริยสัจเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. |
| อนึ่ง ในอริยสัจเหล่านี้ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจเป็นภาระ, ควร |
| เห็น สมุทยสัจ ดุจแบกภาระ, ควรเห็น นิโรธสัจ ดุจการวางภาระ, |
| ควรเห็น มรรคสัจ ดุจอุบายวางภาระ. |
| อีกอย่างหนึ่ง ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจโรค, ควรเห็น สมุทย- |
| สัจ ดุจเหตุของโรค, ควรเห็น นิโรธสัจ ดุจโรคสงบ, ควรเห็น |
| มรรคสัจ ดุจเภสัช. อีกอย่างหนึ่ง ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจข้าวยาก |