| เมื่อสังขารทั้งหลายอันพระโยคีบุคคลผู้กำหนดซึ่งอุทยัพพยะ |
| อันตนเห็นแจ้งแล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนาแล้ว ก็ปรากฏขึ้นโดยพลัน |
| ทีเดียว เมื่อญาณแก่กล้าอยู่ สติก็ละอุทยะความเกิด แล้วตั้งอยู่ในภังคะ |
| ความดับอย่างเดียว, ภังคานุปัสสนาญาณ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้ |
| แก่พระโยคีบุคคลนั้น ผู้เห็นอยู่ว่า ธรรมดาสังขารธรรมทั้งหลาย |
| เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ก็ย่อมดับไปอย่างนี้ |
| |
| ๘. อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส |
| ว่าด้วย อาทีนวญาณ |
| คำว่า ภยตูปฏฺเน ปญฺา มีความว่า ปัญญาในการปรากฏ |
| ขึ้นแห่งอุปปาทะความเกิด ปวัตตะความเป็นไป นิมิตเครื่องหมาย อายู- |
| หนาการประมวลมา และปฏิสนธิการเกิดในภพใหม่ โดยความเป็นภัย |
| คือในการเข้าไปยึดถือว่ามีภัยปรากฏอยู่เฉพาะหน้า โดยการประกอบ |
| ด้วยความเบียดเบียนอยู่เนือง ๆ. ย่อมปรากฏโดยความเป็นภัย ฉะนั้น |
| จึงชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คืออารมณ์. ปัญญา ในภยตูปัฏฐานนั้น. อีก |
| อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คือปัญญา เพราะอรรถว่า ปรากฏ |
| โดยความเป็นภัย คำนั้นย่อมเป็นคำอธิบาย อันท่านกล่าวแล้วว่า ภยตู- |
| ปัฏฐาน. |
|
| คำว่า อาทีนเว าณํ เป็นภุมมวจนะ คือสัตตมีวิภัตติ. |
| เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า |
| ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏ |
| โดยความเป็นภัย ๑, อาทีนวญาณ ๑, นิพพิทา- |
| ญาณ ๑, มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญ- |
| ชนะเท่านั้น๑. |
| แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว ( ญาณเดียว ) ก็ย่อมเป็นอันกล่าว |
| ทั้ง ๓ โดยประเภทแห่งการกำหนด ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น |
| ฉะนั้น แม้ไม่กล่าวว่า เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนา สำเร็จ |
| แล้ว นิพพิทานุปัสสนา ก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ก็พึงทราบว่า เป็น |
| อันกล่าวแล้วทีเดียว. |
| สังขารทั้งหลาย อันจำแนกไว้ในภพ ๓, กำเนิด ๔, คติ ๕, |
| วิญญาณฐิติ ๗, และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี |
| บุคคลผู้เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความ |
| ดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างสีหะ, เสือโคร่ง, |
| เสือเหลือง, หมี, เสือดาว, ยักษ์, รากษส, โคดุ, สุนัขดุ, ช้าง |
| ซับมันดุ, งูดุ, ฟ้าผ่า, ป่าช้า, สมรภูมิ, หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่นเป็นต้น |
|
|