๕๗    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๕๘
            คำว่า   อาทีนเว   าณํ   เป็นภุมมวจนะ  คือสัตตมีวิภัตติ.
เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า
                   ธรรมเหล่านั้น  คือ  ปัญญาในความปรากฏ
            โดยความเป็นภัย  ๑,   อาทีนวญาณ  ๑,  นิพพิทา-
            ญาณ  ๑,  มีอรรถอย่างเดียวกัน    ต่างกันแต่พยัญ-
            ชนะเท่านั้น.
            แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว     ( ญาณเดียว )     ก็ย่อมเป็นอันกล่าว
ทั้ง  ๓  โดยประเภทแห่งการกำหนด      ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น
ฉะนั้น   แม้ไม่กล่าวว่า   เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนา  สำเร็จ
แล้ว   นิพพิทานุปัสสนา   ก็ย่อมสำเร็จ      ดังนี้    ก็พึงทราบว่า      เป็น
อันกล่าวแล้วทีเดียว.
            สังขารทั้งหลาย    อันจำแนกไว้ในภพ  ๓,   กำเนิด ๔,    คติ  ๕,
วิญญาณฐิติ  ๗,    และสัตตาวาส  ๙   ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี
บุคคลผู้เสพอยู่     เจริญอยู่     กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความ
ดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์      เหมือนอย่างสีหะ,      เสือโคร่ง,
เสือเหลือง,   หมี,   เสือดาว,   ยักษ์,    รากษส,   โคดุ,    สุนัขดุ,    ช้าง
ซับมันดุ,  งูดุ,  ฟ้าผ่า,  ป่าช้า,  สมรภูมิ,  หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่นเป็นต้น
๑. ขุ.ป. ๓๑/๕๐๗.
ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่มีชีวิตอยู่เป็นสุข,  ภยตู-
ปัฏฐานญาณ   ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้   แก่พระโยคีบุคคลผู้เห็นอยู่ว่า
สังขารทั้งหลายในอดีตก็ดับไปแล้ว,   ในปัจจุบันก็กำลังดับ,  ถึงแม้ใน
อนาคตก็จักดับไปอย่างนี้เหมือนกัน
            ในภพ,  กำเนิด,   คติ,   ฐิติ,    และสัตตาวาสทั่วทุกแห่งหน   ที่
ต้านทาน   ที่ซ่อนเร้น   ที่ไป  ที่พึ่ง  ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่พระโยคีบุคคล
ผู้เสพอยู่เจริญอยู่กระทำให้มากอยู่    ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น,     ความ
ปรารถนาก็ดี    ความถือมั่นก็ดี   ย่อมไม่มีในสังขารทั้งหลายอันมีใน   ภพ,
กำเนิด,   คติ,  ฐิติ,   นิวาสะ    แม้สักสังขารเดียว,    ภพทั้ง ๓   ปรากฏ
ดุจหลุมถ่านเพลิงที่เต็มด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลว,    มหาภูตรูป  ๔  ปรากฏ
ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย,  ขันธ์  ๕    ปรากฏดุจเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ,
อัชฌัตติกายตนะ  ๖  ปรากฏดุจเรือนว่างเปล่า,   พาหิรายตนะ  ๖  ปรากฏ
ดุจโจรปล้นชาวบ้าน,   วิญญาณฐิติ   ๗   และสัตตาวาส  ๙   ปรากฏดุจถูก
ไฟ  ๑๑  กองลุกเผาอยู่โชติช่วง,    สังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏแก่ผู้นั้น
เหมือนเป็นฝี,    เป็นโรค,   เป็นลูกศร,   เป็นไข้,  เป็นอาพาธ,   ปราศจาก
ความแช่มชื่น,  หมดรส,   เป็นกองแห่งโทษใหญ่    เป็นเหมือนป่าชัฏที่มี
สัตว์ร้าย      แม้จะตั้งขึ้นโดยอาการที่น่ารื่นรมย์แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่จะมี
ชีวิตอยู่เป็นสุข    เป็นเหมือนถ้ำที่มีภูเขาไฟพ่นอยู่,  เป็นเหมือนสระน้ำ
ที่มีรากษสสิงสถิตอยู่       เป็นเหมือนข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบขึ้น.  เป็น