๖๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๓
ความเข้าไปวางเฉยในสังขาร     ด้วยปัญญาแม้ทั้ง  ๓   ต่างด้วยประเภท
การกำหนดกล่าวคือ
            ๑.  มุญจิตุกัมยตา      ปรารถนาจะพ้นการเกิดเป็นต้น
            ๒.  ปฏิสังขา              พิจารณาสังขารทั้งหลาย
            ๓.  สันติฏฐนา            วางเฉยในสังขารทั้งหลาย
คำว่า    ปญฺา      และคำว่า      สงฺขารุเปกฺขาสุ      ท่านทำเป็น
พหุวจนะไว้,   คำว่า    าณํ     พึงทราบว่า   ท่านทำไว้เป็นเอกวจนะ
เพราะแม้จะต่างกันโดยประเภทแห่งการกำหนดก็เป็นอย่างเดียวกัน.
            สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า    ธรรม
เหล่านี้   คือ   มุญจิตุกัมยตา,   ปฏิสังขานุปัสสนา   และปฏิสังขารุเปกขา
มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน   ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.    แต่อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า     คำว่า   สงฺขารุเปกฺขาสุ  นี้    เป็นพหุวจนะ    เพราะ
สังขารุเปกขาเป็นของมากด้วยสามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา      ดังนี้
ก็มี.   ก็คำว่า   สงฺขารุเปกฺขาสุ   ในการเพ่งสังขารทั้งหลาย   พึงทราบ
ว่า   เพ่งการกระทำ.
            แต่จิตของพระโยคีบุคคลผู้เบื่อหน่ายอยู่    ระย่ออยู่ด้วยนิพพิทา-
ญาณนั้นด้วยประเภทแห่งการกำหนด   ย่อมไม่ติด    ย่อมไม่ข้อง    ย่อม
๑. ขุ.ป. ๓๑/๕๐๘.
ไม่เกี่ยวอยู่ในสังขารทั้งหลายทุกประเภท   อันอยู่ในภพ,    กำเนิด,    คติ,
วิญญาณฐิติ,   และสัตตาวาสทั้งปวง,   จิตนั้นก็ใคร่ที่จะพ้น    ใคร่ที่จะ
สลัดทิ้งสัพพสังขารทั้งหมด.
            อีกอย่างหนึ่ง     เสมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย,    กบที่อยู่ในปากงู,
ไก่ป่าที่ถูกขังอยู่ในกรง,   มฤคที่ติดบ่วงแน่น,   งูที่อยู่ในกำมือของหมองู,
ช่างที่แล่นไปตกหล่มใหญ่.   นาคราชอยู่ในปากของครุฑ,    พระจันทร์
ที่เข้าไปอยู่ในปากของราหู,   บุรุษถูกศัตรูล้อมไว้   เหล่านี้เป็นต้น   ล้วน
เป็นผู้ใคร่เพื่อจะพ้นเพื่อจะหลุดรอดไปจากพันธนาการนั้น ๆ  ด้วยกันทั้ง
สิ้น   ฉันใด,  จิตของพระโยคีบุคคลนั้น.  ย่อมใคร่ที่จะพ้น    ใคร่ที่จะ
หลุดรอดจากสังขารทั้งปวง   ก็ฉันนั้น.   ก็เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้  พระปาฐะ
ว่า   มุญฺจิตุกามสฺส   มุญฺจิตุกมฺยตา   แปลว่า   ความใคร่ที่จะพ้น
ของพระโยคีบุคคลผู้ใคร่จะพ้น    ก็ย่อมถูกต้อง.     เมื่อเป็นเช่นนี้    ก็
พึงกล่าวได้ว่า  ในบทว่า     อุปฺปาทํ   มุญฺจิตุกมฺยตา     เป็นต้น     ก็
ควรเป็น      อุปฺปาทา   มุญฺจิตุกมฺยตา      เป็นต้น,   เพราะฉะนั้น
เนื้อความก่อนนั่นแหละดีกว่า.
            ก็แล   มุญจิตุกัมยตาญาณ   ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้ทอด
อาลัยในสังขารทั้งปวง   ผู้ใคร่จะพ้นจากสังขารทั้งปวง.   พระโยคีบุคคล
เป็นผู้ใคร่จะพ้นสังขารทุกประเภทบรรดามี   ในภพกำเนิดคติวิญญาณฐิติ
และสัตตาวาสทั้งปวง        จึงยกสังขารเหล่านั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อีก