๖๓    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๔
ไม่เกี่ยวอยู่ในสังขารทั้งหลายทุกประเภท   อันอยู่ในภพ,    กำเนิด,    คติ,
วิญญาณฐิติ,   และสัตตาวาสทั้งปวง,   จิตนั้นก็ใคร่ที่จะพ้น    ใคร่ที่จะ
สลัดทิ้งสัพพสังขารทั้งหมด.
            อีกอย่างหนึ่ง     เสมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย,    กบที่อยู่ในปากงู,
ไก่ป่าที่ถูกขังอยู่ในกรง,   มฤคที่ติดบ่วงแน่น,   งูที่อยู่ในกำมือของหมองู,
ช่างที่แล่นไปตกหล่มใหญ่.   นาคราชอยู่ในปากของครุฑ,    พระจันทร์
ที่เข้าไปอยู่ในปากของราหู,   บุรุษถูกศัตรูล้อมไว้   เหล่านี้เป็นต้น   ล้วน
เป็นผู้ใคร่เพื่อจะพ้นเพื่อจะหลุดรอดไปจากพันธนาการนั้น ๆ  ด้วยกันทั้ง
สิ้น   ฉันใด,  จิตของพระโยคีบุคคลนั้น.  ย่อมใคร่ที่จะพ้น    ใคร่ที่จะ
หลุดรอดจากสังขารทั้งปวง   ก็ฉันนั้น.   ก็เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้  พระปาฐะ
ว่า   มุญฺจิตุกามสฺส   มุญฺจิตุกมฺยตา   แปลว่า   ความใคร่ที่จะพ้น
ของพระโยคีบุคคลผู้ใคร่จะพ้น    ก็ย่อมถูกต้อง.     เมื่อเป็นเช่นนี้    ก็
พึงกล่าวได้ว่า  ในบทว่า     อุปฺปาทํ   มุญฺจิตุกมฺยตา     เป็นต้น     ก็
ควรเป็น      อุปฺปาทา   มุญฺจิตุกมฺยตา      เป็นต้น,   เพราะฉะนั้น
เนื้อความก่อนนั่นแหละดีกว่า.
            ก็แล   มุญจิตุกัมยตาญาณ   ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้ทอด
อาลัยในสังขารทั้งปวง   ผู้ใคร่จะพ้นจากสังขารทั้งปวง.   พระโยคีบุคคล
เป็นผู้ใคร่จะพ้นสังขารทุกประเภทบรรดามี   ในภพกำเนิดคติวิญญาณฐิติ
และสัตตาวาสทั้งปวง        จึงยกสังขารเหล่านั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อีก
เพื่อจะทำอุบายแห่งการพ้นให้สำเร็จ       แล้วจึงเห็นแจ้งด้วยปฏิสังขานุ-
ปัสสนาญาณ.
            ก็เมื่อพระโยคีบุคคลนั้นเห็นแจ้งอยู่อย่างนี้แล    ปฏิสังขาญาณ
เป็นนิมิตด้วยอนิจลักษณะ     ย่อมเกิดขึ้น,    ปฏิสังขาญาณอันเป็นไป
ด้วยทุกขลักษณะ   ย่อมเกิดขึ้น,    และปฏิสังขาญาณเป็นนิมิตและเป็น
ไปแล้วด้วยอนัตตลักษณะ   ก็ย่อมเกิด.
            พระโยคีบุคคลนั้นเห็นว่า    สพฺเพ  สงฺขารา  สุญฺา  แปลว่า
สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง     ดังนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์
พิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่   จึงละความกลัวและความยินดีเสียได้ก็ย่อม
วางเฉย    มีตนเป็นกลางในสังขารทั้งหลาย    ดุจบุรุษเห็นโทษของภริยา
แล้วทิ้งภริยาเสีย   แล้ววางเฉย   มีตนเป็นกลางในร่างกายของภริยานั้น,
พระโยคีบุคคลนั้น     ย่อมไม่ถืออหังการว่า     เรา   หรือ   มมังการว่า
ของเรา.
            จิตของพระโยคีบุคคลนั้น  เมื่อรู้อยู่   เห็นอยู่   อย่างนี้   ก็ย่อม
หลีกออก  ถอยกลับ   หมุนกลับ    ไม่ยินดีในภพทั้ง   ๓.    เหมือนใบบัว
โอนไปหน่อยหนึ่ง   หยาดน้ำทั้งหลายย่อมไหลไป   ถอยกลับ  หมุนกลับ
ไม่ไหลลื่นไป,      หรือเหมือนขนไก่หรือเอ็นและหนัง    ที่เขาใส่ในไฟ
ย่อมหลีกออก   งอกลับ   ม้วนกลับ   ไม่คลี่ออกแม้ฉันใด;    จิตของพระ-
โยคีบุคคลนั้น   ย่อมหลบหลีก   ถอยกลับ   หมุนกลับ     ไม่ยินดีในภพ