๖๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๕
เพื่อจะทำอุบายแห่งการพ้นให้สำเร็จ       แล้วจึงเห็นแจ้งด้วยปฏิสังขานุ-
ปัสสนาญาณ.
            ก็เมื่อพระโยคีบุคคลนั้นเห็นแจ้งอยู่อย่างนี้แล    ปฏิสังขาญาณ
เป็นนิมิตด้วยอนิจลักษณะ     ย่อมเกิดขึ้น,    ปฏิสังขาญาณอันเป็นไป
ด้วยทุกขลักษณะ   ย่อมเกิดขึ้น,    และปฏิสังขาญาณเป็นนิมิตและเป็น
ไปแล้วด้วยอนัตตลักษณะ   ก็ย่อมเกิด.
            พระโยคีบุคคลนั้นเห็นว่า    สพฺเพ  สงฺขารา  สุญฺา  แปลว่า
สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง     ดังนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์
พิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่   จึงละความกลัวและความยินดีเสียได้ก็ย่อม
วางเฉย    มีตนเป็นกลางในสังขารทั้งหลาย    ดุจบุรุษเห็นโทษของภริยา
แล้วทิ้งภริยาเสีย   แล้ววางเฉย   มีตนเป็นกลางในร่างกายของภริยานั้น,
พระโยคีบุคคลนั้น     ย่อมไม่ถืออหังการว่า     เรา   หรือ   มมังการว่า
ของเรา.
            จิตของพระโยคีบุคคลนั้น  เมื่อรู้อยู่   เห็นอยู่   อย่างนี้   ก็ย่อม
หลีกออก  ถอยกลับ   หมุนกลับ    ไม่ยินดีในภพทั้ง   ๓.    เหมือนใบบัว
โอนไปหน่อยหนึ่ง   หยาดน้ำทั้งหลายย่อมไหลไป   ถอยกลับ  หมุนกลับ
ไม่ไหลลื่นไป,      หรือเหมือนขนไก่หรือเอ็นและหนัง    ที่เขาใส่ในไฟ
ย่อมหลีกออก   งอกลับ   ม้วนกลับ   ไม่คลี่ออกแม้ฉันใด;    จิตของพระ-
โยคีบุคคลนั้น   ย่อมหลบหลีก   ถอยกลับ   หมุนกลับ     ไม่ยินดีในภพ
ทั้ง ๓ ฉันนั้น,    อุเบกขา   ความวางเฉย   ก็ย่อมตั้งขึ้น.   สังขารุเปกขา-
ญาณ  ย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้.
            อนุโลมญาณกับสังขารุเปกขาญาณนี้    เป็นเหตุให้สำเร็จโคตร-
ภูญาณในเบื้องบน  แม้จะมิได้กล่าวไว้ด้วยญาณต้นและญาณหลัง    ก็พึง
ทราบว่า       ย่อมเป็นอันกล่าวไว้แล้วทีเดียว.       สมจริงดังพระดำรัสที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        ภิกษุผู้พิจารณา
            เห็นสังขารไร ๆ  โดยความเป็นของเที่ยง   จักเป็นผู้
            ประกอบด้วยขันติที่สมควร      ข้อนั้นย่อมไม่เป็น
            ฐานะที่จะมีได้,    ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร
            จักก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ
            แน่นอน   ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้,  เมื่อ
            ไม่ก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ
            แน่นอน  จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล,    สก-
            ทาคามิผล,  อนาคามิผล หรือ อรหัตผล     ข้อนั้น
            ย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้   ดังนี้เป็นต้น.
๑. องฺ.ฉกก. ๒๒/๓๖๙.