๖๕    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๖
ทั้ง ๓ ฉันนั้น,    อุเบกขา   ความวางเฉย   ก็ย่อมตั้งขึ้น.   สังขารุเปกขา-
ญาณ  ย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้.
            อนุโลมญาณกับสังขารุเปกขาญาณนี้    เป็นเหตุให้สำเร็จโคตร-
ภูญาณในเบื้องบน  แม้จะมิได้กล่าวไว้ด้วยญาณต้นและญาณหลัง    ก็พึง
ทราบว่า       ย่อมเป็นอันกล่าวไว้แล้วทีเดียว.       สมจริงดังพระดำรัสที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        ภิกษุผู้พิจารณา
            เห็นสังขารไร ๆ  โดยความเป็นของเที่ยง   จักเป็นผู้
            ประกอบด้วยขันติที่สมควร      ข้อนั้นย่อมไม่เป็น
            ฐานะที่จะมีได้,    ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร
            จักก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ
            แน่นอน   ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้,  เมื่อ
            ไม่ก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ
            แน่นอน  จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล,    สก-
            ทาคามิผล,  อนาคามิผล หรือ อรหัตผล     ข้อนั้น
            ย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้   ดังนี้เป็นต้น.
๑. องฺ.ฉกก. ๒๒/๓๖๙.
และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวคำเป็นต้นว่า
            ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร,    ย่อมก้าวลงสู่สัม-
มัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร.
            ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ  ๔๐,  ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตต-
นิยามด้วยอาการ ๔๐   ดังนี้.
และในปัฏฐานปกรณ์   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำเป็นต้นว่า
            อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู  ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย  อนุ-
โลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน   ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
            จริงอยู่   เมื่อพระโยคีบุคคลนั้น   เสพอยู่   เจริญอยู่   กระทำให้
มากอยู่     ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น    อธิโมกขสัทธาก็ย่อมมีกำลังยิ่ง,
วิริยะก็ประคองไว้ได้ด้วยดี,   สติก็ตั้งมั่น,  จิตก็เป็นสมาธิ,  สังขารุเปกขา-
ญาณ   ก็ย่อมเป็นไปอย่างแก่กล้า.
            จิตนั้น   พิจารณาสังขารทั้งหลายว่า    อนิจฺจา     ไม่เที่ยง,
ทุกฺขา     เป็นทุกข์,  หรือ     อนตฺตา      ไม่ใช่ตัวตนด้วยสังขารุ-
เปกขาโดยหวังว่า  "มรรคจักเกิดขึ้นในบัดนี้ดังนี้    แล้วก็ลงสู่ภวังค์.
๑. ขุ.ป. ๓๑/๗๓๕. ๒. อภิ.ป. ๔๐/๕๐๕.