| ทั้ง ๓ ฉันนั้น, อุเบกขา ความวางเฉย ก็ย่อมตั้งขึ้น. สังขารุเปกขา- |
| ญาณ ย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้. |
| อนุโลมญาณกับสังขารุเปกขาญาณนี้ เป็นเหตุให้สำเร็จโคตร- |
| ภูญาณในเบื้องบน แม้จะมิได้กล่าวไว้ด้วยญาณต้นและญาณหลัง ก็พึง |
| ทราบว่า ย่อมเป็นอันกล่าวไว้แล้วทีเดียว. สมจริงดังพระดำรัสที่ |
| พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา |
| เห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยง จักเป็นผู้ |
| ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็น |
| ฐานะที่จะมีได้, ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร |
| จักก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ |
| แน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้, เมื่อ |
| ไม่ก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ |
| แน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล, สก- |
| ทาคามิผล, อนาคามิผล หรือ อรหัตผล ข้อนั้น |
| ย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้๑ ดังนี้เป็นต้น. |
|
|
| และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวคำเป็นต้นว่า |
| ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร, ย่อมก้าวลงสู่สัม- |
| มัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร. |
| ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐, ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตต- |
| นิยามด้วยอาการ ๔๐๑ ดังนี้. |
| และในปัฏฐานปกรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำเป็นต้นว่า |
| อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย อนุ- |
| โลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.๒ |
| จริงอยู่ เมื่อพระโยคีบุคคลนั้น เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้ |
| มากอยู่ ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาก็ย่อมมีกำลังยิ่ง, |
| วิริยะก็ประคองไว้ได้ด้วยดี, สติก็ตั้งมั่น, จิตก็เป็นสมาธิ, สังขารุเปกขา- |
| ญาณ ก็ย่อมเป็นไปอย่างแก่กล้า. |
| จิตนั้น พิจารณาสังขารทั้งหลายว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง, |
| ทุกฺขา เป็นทุกข์, หรือ อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตนด้วยสังขารุ- |
| เปกขาโดยหวังว่า "มรรคจักเกิดขึ้นในบัดนี้ดังนี้ แล้วก็ลงสู่ภวังค์. |
|
|