๖๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๗
และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวคำเป็นต้นว่า
            ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร,    ย่อมก้าวลงสู่สัม-
มัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร.
            ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ  ๔๐,  ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตต-
นิยามด้วยอาการ ๔๐   ดังนี้.
และในปัฏฐานปกรณ์   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำเป็นต้นว่า
            อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู  ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย  อนุ-
โลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน   ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
            จริงอยู่   เมื่อพระโยคีบุคคลนั้น   เสพอยู่   เจริญอยู่   กระทำให้
มากอยู่     ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น    อธิโมกขสัทธาก็ย่อมมีกำลังยิ่ง,
วิริยะก็ประคองไว้ได้ด้วยดี,   สติก็ตั้งมั่น,  จิตก็เป็นสมาธิ,  สังขารุเปกขา-
ญาณ   ก็ย่อมเป็นไปอย่างแก่กล้า.
            จิตนั้น   พิจารณาสังขารทั้งหลายว่า    อนิจฺจา     ไม่เที่ยง,
ทุกฺขา     เป็นทุกข์,  หรือ     อนตฺตา      ไม่ใช่ตัวตนด้วยสังขารุ-
เปกขาโดยหวังว่า  "มรรคจักเกิดขึ้นในบัดนี้ดังนี้    แล้วก็ลงสู่ภวังค์.
๑. ขุ.ป. ๓๑/๗๓๕. ๒. อภิ.ป. ๔๐/๕๐๕.
            ต่อจากภวังค์       มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลาย
โดยนัยที่สังขารุเปกขาทำแล้วนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ว่า       อนิจจา
ไม่เที่ยง,   ทุกขา  เป็นทุกข์   หรือ    อนัตตา   ไม่ใช่ตัวตน.
            ต่อจากมโนทวาราวัชชนะนั้น    ชวนจิตก็เกิดขึ้น  ๒  ขณะ,  ๓
ขณะ  หรือ  ๔  ขณะ   รับเอาสังขารทั้งหลายทำให้เป็นอารมณ์   เหมือน
อย่างนั้นนั่นแล.
            ญาณอันสัมปยุตกับชวนจิตนั้น    ชื่อว่าอนุโลมญาณ.
            จริงอยู่   อนุโลมญาณนั้น       ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ  ๘
ในเบื้องต้น   เพราะเป็นกิจแห่งสัจญาณ,    และอนุโลมตามโพธิปักขิย-
ธรรม  ๓๗  อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า.
            เหมือนอย่างว่า  ธรรมิกราชา  ประทับนั่งบนบัลลังก์เป็นที่วินิจฉัย
ทรงสดับการวินิจฉัยของอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร  ๘  คน     แล้วทรงละ
อคติวางพระองค์เป็นกลาง   อนุโมทนาว่า     เป็นอย่างนั้นเถิด      ย่อม
อนุโลมตามข้อวินิจฉัยของอำมาตย์ทั้ง  ๘  คนเหล่านั้น,   และอนุโลมตาม
โบราณราชธรรม.