๖๗    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๖๘
            ต่อจากภวังค์       มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลาย
โดยนัยที่สังขารุเปกขาทำแล้วนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ว่า       อนิจจา
ไม่เที่ยง,   ทุกขา  เป็นทุกข์   หรือ    อนัตตา   ไม่ใช่ตัวตน.
            ต่อจากมโนทวาราวัชชนะนั้น    ชวนจิตก็เกิดขึ้น  ๒  ขณะ,  ๓
ขณะ  หรือ  ๔  ขณะ   รับเอาสังขารทั้งหลายทำให้เป็นอารมณ์   เหมือน
อย่างนั้นนั่นแล.
            ญาณอันสัมปยุตกับชวนจิตนั้น    ชื่อว่าอนุโลมญาณ.
            จริงอยู่   อนุโลมญาณนั้น       ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ  ๘
ในเบื้องต้น   เพราะเป็นกิจแห่งสัจญาณ,    และอนุโลมตามโพธิปักขิย-
ธรรม  ๓๗  อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า.
            เหมือนอย่างว่า  ธรรมิกราชา  ประทับนั่งบนบัลลังก์เป็นที่วินิจฉัย
ทรงสดับการวินิจฉัยของอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร  ๘  คน     แล้วทรงละ
อคติวางพระองค์เป็นกลาง   อนุโมทนาว่า     เป็นอย่างนั้นเถิด      ย่อม
อนุโลมตามข้อวินิจฉัยของอำมาตย์ทั้ง  ๘  คนเหล่านั้น,   และอนุโลมตาม
โบราณราชธรรม.
            ในข้ออุปมานั้น       อนุโลมญาณ       เปรียบเหมือนพระราชา,
วิปัสสนาญาณ ๘   เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร,  โพธิ-
ปักขิยธรรม  ๓๗  เปรียบเหมือนโบราณราชธรรม,   พระราชาทรงอนุ-
โมทนาว่า     เป็นอย่างนั้นเถิด ชื่อว่า  ย่อมอนุโลมตามข้อวินิจฉัยของ
เหล่าอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหารด้วยตามราชธรรมด้วยฉันใด,    อนุโลม-
ญาณนี้ก็ฉันเป็น     ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ  ๘   ที่เกิดขึ้นปรารภ
สังขารทั้งหลายด้วยสามารถแห่งพระไตรลักษณ์   มีอนิจลักษณะเป็นต้น
เพราะเป็นกิจแห่งสัจจะ    และอนุโลมตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า.     เพราะฉะนั้นญาณนี้ท่านจึง
เรียกว่า    อนุโลมญาณ   ฉะนี้แล.
๑๐. อรรถกถาโคตรภูญาณุทเทส
ว่าด้วย  โคตรภูญาณ
            ในคำว่า   พหิทฺธา   วุฏฺ€านวิวฏฺฏเน    ปญฺา   โคตฺรภูาณํ
แปลว่า     ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็น
โคตรภูญาณ   นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
            บทว่า  พหิทฺธา  ได้แก่สังขารนิมิต.   เพราะว่า  สังขารนิมิตนั้น
ท่านกล่าวว่า  พหิทฺธา - ภายนอก   เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในจิตสันดาน