๗๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๗๗
            นี้  เป็นผลในมรรควิถี.     ส่วนผลในระหว่างกาล   เกิดขึ้นด้วย
อำนาจสมาบัติ      และเกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติก็สงเคราะห์ด้วย
ผลญาณนี้เหมือนกัน.
๑๓. อรรถกถาวิมุตติญาณุทเทส
ว่าด้วย  วิมุตติญาณ
            คำว่า  ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน  ปญฺา    แปลว่า  ปัญญาใน
การพิจารณาเห็นอุปกิเลสอันอริยมรรคตัดขาดแล้ว    ความว่า  ปัญญา
ในการเห็นภายหลังซึ่งอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ   ตัดขาดแล้ว.
            คำว่า  วิมุตฺติาณํ  เป็นวิมุตติญาณ    ความว่า   ญาณในวิมุตติ.
            คำว่า   วิมุตฺติ   ได้แก่จิตบริสุทธิหลุดพันจากอุปกิเลสทั้งหลาย,
หรือความที่จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว,   ญาณคือความรู้ในวิมุตตินั้น     ชื่อว่า
วิมุตติญาณ.
            ท่านกล่าวอธิบายการพิจารณากิเลสที่ละแล้วด้วยญาณนี้ว่า  พระ-
อริยบุคคลเมื่อพิจารณาความสืบต่อแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วก็ดี  ซึ่ง
ความหลุดพ้นจากกิเลสก็ดี   เว้นกิเลสเสียก็พิจารณาไม่ได้ดังนี้.   ก็คำว่า
วิมุตฺตสฺมึ   วิมุตฺตมิติ   าณํ   โหติ       แปลว่า   เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว
ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วดังนี้    ท่านกล่าวหมายเอาวิมุตติญาณนี้นั่นแล.  ส่วน
การพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่   แม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้ว    ก็พึงถือเอาว่า
เป็นอันกล่าวแล้วด้วยวิมุตติญาณนี้แล.   และท่านกล่าวไว้ว่า
                   แม้กล่าวในเอกธรรม    ก็เป็นอันกล่าวทั้ง-
            หมด   เพราะสภาวธรรมนั้นมีลักษณะเป็นอันเดียว
            กัน,   นี้เป็นลักษณะ  เป็นหาระ  ดังนี้.
            อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบว่า   เป็นอันกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่
ละแล้วซึ่งพระอริยบุคคล   ๔    จะพึงได้   เพราะพระอรหันต์ไม่มีการ
พิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่.
๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณุทเทส
ว่าด้วย  ปัจจเวกขณญาณ
            คำว่า   ตทา   สมุทาคเต  ธมฺเม  ปสฺสเน  ปญฺา     แปลว่า
ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น  ความ
ว่า    ปัญญาเป็นเครื่องเห็นเพ่งรู้ในธรรมคือมรรคและผลกับทั้งในธรรม
คือสัจจะ  ๔  ที่เกิดขึ้นในมรรคขณะและผลขณะ    คือมาพร้อมแล้ว    ถึง
พร้อมแล้ว   ประชุมกันในกาลนั้น    ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะและ
ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด.