| ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาวิมุตติญาณนี้นั่นแล. ส่วน |
| การพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ แม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็พึงถือเอาว่า |
| เป็นอันกล่าวแล้วด้วยวิมุตติญาณนี้แล. และท่านกล่าวไว้ว่า |
| แม้กล่าวในเอกธรรม ก็เป็นอันกล่าวทั้ง- |
| หมด เพราะสภาวธรรมนั้นมีลักษณะเป็นอันเดียว |
| กัน, นี้เป็นลักษณะ เป็นหาระ ดังนี้. |
| อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่ |
| ละแล้วซึ่งพระอริยบุคคล ๔ จะพึงได้ เพราะพระอรหันต์ไม่มีการ |
| พิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่. |
| |
| ๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณุทเทส |
| ว่าด้วย ปัจจเวกขณญาณ |
| คำว่า ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺา แปลว่า |
| ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น ความ |
| ว่า ปัญญาเป็นเครื่องเห็นเพ่งรู้ในธรรมคือมรรคและผลกับทั้งในธรรม |
| คือสัจจะ ๔ ที่เกิดขึ้นในมรรคขณะและผลขณะ คือมาพร้อมแล้ว ถึง |
| พร้อมแล้ว ประชุมกันในกาลนั้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะและ |
| ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด. |