๗๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๗๙
            คำว่า  ปจฺจเวกฺขเณ   าณํ  -ปัจจเวกขณญาณ       ความว่า
ญาณเป็นเครื่องหมุนกลับมาเห็นรู้แจ่มแจ้ง.       ก็ปัจจเวกขณญาณท่าน
กล่าวไว้ด้วยญาณทั้ง ๒ นี้.
            ก็ในที่สุดแห่งโสดาปัตติผลในมรรควิถี  จิตของพระโสดาบันก็
ลงภวังค์.    ต่อแต่นั้นก็ตัดภวังค์ขาด      มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นเพื่อ
พิจารณามรรค,  ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับลงแล้ว  ชวนจิตพิจารณา
มรรคก็เกิดขึ้น  ๗  ขณะโดยลำดับฉะนี้แล.       ครั้นแล้วก็ลงสู่ภวังค์อีก
อาวัชชนจิตเป็นต้น      ก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายมีผลเป็นต้น
โดยนัยนั้นเอง.     เพราะความเกิดแห่งธรรมเหล่าใดมีผลเป็นต้น   พระ-
โสดาบันนั้น   ก็พิจารณามรรค,   ผล,  กิเลสที่ละแล้ว,   กิเลสที่ยังเหลือ,
และพระนิพพาน.
            ก็พระโสดาบันนั้นพิจารณามรรคว่า      เรามาแล้วด้วยมรรคนี้
หนอ,   ต่อแต่นั้นก็พิจารณาผลว่า     อานิสงส์นี้เราได้แล้ว,     ต่อ
แต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่ละแล้วว่า        ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้   เราละ
ได้แล้ว,    ต่อแต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่มรรคเบื้องบนจะพึงประหาณว่า
กิเลสเหล่านี้เรายังเหลืออยู่,         ในที่สุดก็พิจารณาอมตนิพพานว่า
ธรรมนี้เราได้แล้วโดยความเป็นอารมณ์
            พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน   มีปัจจเวกขณะ ๕ อย่าง  ด้วยประ-
การนี้.    ปัจจเวกขณะของพระสทาคามีและพระอนาคามี    ก็มีเหมือน
พระโสดบัน.  แต่ของพระอรหันต์   มีปัจจเวกขณะ  ๔  อย่างคือ     ไม่มี
การพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่.       รวมปัจจเวกขณญาณทั้งหมดมี  ๑๙
ด้วยประการฉะนี้.   นี้เป็นการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์.
            ถามว่า   การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่     ยังมี
แก่พระเสกขะทั้งหลายหรือไม่  ?
            ตอบว่า   เพราะความที่การพิจารณาการละกิเลสนั้นไม่มี    ท้าว
มหานามสากยราชจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า          ธรรมชื่อ
อะไรเล่า    ที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน    อันเป็นเหตุให้
โลกธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้เป็นครั้งคราว           ดังนี้
เป็นต้น.
            ในที่นี้    เพื่อจะให้ญาณ ๑๑ มีธรรมฐิติญาณแจ่มแจ้ง    พึงทราบ
อุปมาดังต่อไปนี้
            เปรียบเหมือนบุรุษคิดว่า     เราจะจับปลา      จึงถือเอาสุ่มไปสุ่ม
ลงในน้ำที่คิดว่าควรจะมีปลา   แล้วจึงหย่อนมือลงไปทางปากสุ่ม    แล้วก็
คว้าเอาคองูเห่าที่อยู่ภายในน้ำด้วยสำคัญว่าเป็นปลาไว้แน่น    ดีใจคิดว่า
เราได้ปลาใหญ่แล้ว        ก็ยกขึ้นจึงเห็นก็รู้ว่า    งู      เพราะเห็นดอกจัน
๓  แฉก เกิดกลัว  เห็นโทษ  เบื่อหน่ายในการจับ  ใคร่ที่จะพ้นจึงทำอุบาย
เพื่อจะหลุดพ้น      จึงจับงูให้คลายมือตั้งแต่ปลายหางแล้วชูแขนขึ้นแกว่ง
ไปรอบศีรษะ  ๒ ครั้ง  ๓  ครั้ง     ทำงูให้ทุรพลแล้วเหวี่ยงไปพร้อมกับพูด