๙๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๑
๒๐.  อรรถกถาญาตัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย  ญาตัฏฐญาณ
            บัดนี้   ปริญญา ๓ คือ   การกำหนดรู้นามรูปโดยประเภทนั้นแล
เป็นญาตปริญญา,   ต่อจากนั้นก็เป็นตีรณปริญญา,   ในลำดับต่อไปก็เป็น
ปหานปริญญา,     และภาวนาการเจริญและสัจฉิกิริยาการทำให้แจ้ง    ก็
ย่อมมีเพราะเนื่องด้วยปริญญา ๓ นั้น,   เพราะฉะนั้นท่านจึงยกเอาญาณ
ทั้ง  ๕ มีญาตัฏฐญาณเป็นต้น   ขึ้นแสดงต่อจากธัมมนานัตตญาณ.
            ก็ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา,  ตีรณปริญญาและปหานปริญญา.
ในปริญญาทั้ง   ๓ นั้น   ดังนี้
            ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะ ๆ แห่งสภาว-
ธรรมเหล่านั้น ๆ อย่างนี้ว่า   รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ,     เวทนามี
การเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ   ชื่อว่า   ญาตปริญญา.
            วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์      ยกสามัญลักษณะ
แห่งสภาวธรรมเหล่านั้น  ๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า    รูปํ     อนิจฺจํ
ทุกฺขํ   อนตฺตา   รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา,   เวทนา   อนิจฺจา
ทุกฺขา   อนตฺตา    เวทนาไม่เที่ยง   เป็นทุกข์  เป็นอนัตตาดังนี้    ชื่อว่า
ตีรณปริญญา.
            ก็วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์      เป็นไปด้วยสามารถแห่ง
การละวิปลาสทั้งหลาย    มีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น   ในธรรมทั้งหลาย
เหล่านั้นเสียได้นั่นแล   ชื่อว่า   ปหานปริญญา.
            บรรดาปริญญาทั้ง  ๓  นั้น  ตั้งต้นแต่สังขารปริจเฉทญาณ  ญาณ
ในการกำหนดสังขารธรรม     จนถึงปัจจยปริคคหญาณ     ญาณในการ
กำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย           เป็นภูมิของญาตปริญญา.
เพราะในระหว่างนี้   ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอด
ลักษณะโดยเฉพาะ ๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้.
            ตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณ   ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดย
กลาป   จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ   ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ  ซึ่ง
การเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม   เพราะในระหว่างนี้   ความเป็น
อธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้.
            ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนาญาณ     ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ  ซึ่ง
ความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป   เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา.   เพราะ
จำเดิมแต่นั้นไปความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่อนุปัสสนา  ๗   อันจะให้สำเร็จ
การละวิปลาสมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น    ได้อย่างนี้คือ    เมื่อพิจารณา
เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง      ก็ย่อมละนิจสัญญาวิปลาสได้,    เมื่อ
พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์  ก็ละสุขสัญญาวิปลาสได้,   เมื่อพิจารณา
เห็นโดยความเป็นอนัตตา    ก็ละอัตตสัญญาวิปลาสได้,    เมื่อเบื่อหน่าย