๙๒๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๒๕
ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกัน     ย่อมสำเร็จด้วยการแทงตลอดสัจจะใน
ขณะแห่งมรรค.   ฉะนั้น   พระสารีบุตรเถระจึงยกบทว่า   ปฏิเวโธ  ขึ้น
แล้วแสดงถึงการตรัสรู้สัจจะ.
          บทว่า   ปริญฺา  ปฏิเวธํ   ปฏิวิชฺฌติ  - พระโยคาวจรย่อมแทง
ตลอดทุกขสัจ     เป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้   คือ   ตรัสรู้ด้วย
ปริญญาภิสมยะ.  ในบทที่เหลือมีนัยนี้.   จริงอยู่   ในกาลตรัสรู้สัจจะ  ใน
ขณะมรรคเป็นอันเดียวกันแห่งมรรคญาณ     ย่อมมีกิจ   ๔  อย่าง  คือ
ปริญญา ๑   ปหานะ ๑   สัจฉิกิริยา ๑   ภาวนา ๑.     เหมือนอย่างเรือ
ทำกิจ  ๔  อย่างในขณะเดียวกัน  ไม่ก่อน  ไม่หลัง  คือ  ละฝั่งใน  ๑  ตัต
กระแสน้ำ ๑   นำสินค้าไป  ๑   ถึงฝั่งนอก  ๑   ฉันใด.    พระโยคาวจร
ย่อมตรัสรู้สัจจะ  ๔  ในขณะเดียวกัน   ไม่ก่อน  ไม่หลัง  คือ  ตรัสรู้ทุกข์
ด้วยการกำหนดรู้   ๑   ตรัสรู้สมุทัยด้วยการละ ๑    ตรัสรู้มรรคด้วยการ
เจริญ ๑   ตรัสรู้นิโรธด้วยการทำให้แจ้ง ๑   ฉันนั้น.      ท่านอธิบายไว้
อย่างไร.   อธิบายไว้ว่า   พระโยคาวจรกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์  ย่อม
บรรลุ   ย่อมเห็น   ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔  ด้วยสามารถกิจ.       เหมือน
อย่างว่า   เรือละฝั่งใน   ฉันใด.        พระโยคาวจรกำหนดรู้ทุกข์อันเป็น
มรรคญาณฉันนั้น.   เรือตัดกระแสน้ำ  ฉันใด.   พระโยคาวจรละสมุทัย
ฉันนั้น.   เรือนำสินค้าไป   ฉันใด.    พระโยคาวจรเจริญมรรค   เพราะ
เป็นปัจจัยมีเกิดร่วมกันเป็นต้น  ฉันนั้น.   เรือถึงฝั่งนอก  ฉันใด.   พระ-
โยคาวจรทำให้แจ้งนิโรธอันเป็นฝั่งนอก   ฉันนั้น.      พึงทราบข้ออุปมา
อุปมัย  ด้วยประการฉะนี้.
         บทว่า  ทสฺสนํ   วิสุชฺฌติ -  ทัสนะย่อมหมดจด   คือ  ญาณ-
ทัสนะย่อมถึงความหมดจดด้วยการละกิเลสอันทำลายมรรคนั้น ๆ.
         บทว่า  ทสฺสนํ   วิสุทฺธํ - ทัสสนะหมดจดแล้ว   คือ   ญาณ-
ทัสนะถึงความหมดจดแล้ว    โดยถึงความหมดจดแห่งกิจของมรรคญาณ
นั้นในขณะเกิดผลนั้น ๆ.  ท่านกล่าวมรรคผลญาณในที่สุด   โดยสำเร็จ
ด้วยมรรคผลญาณแห่งปัญญา    แทงตลอดความต่าง   และความเป็นอัน
เดียวกัน    ซึ่งท่านสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นอันเดียวกัน.
                         จบ  อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส
ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส
            [๒๔๓]  ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ  เป็นขันติญาณอย่างไร ?
            รูปปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง     เป็นทุกข์    เป็นอนัตตา
รูปใด  ๆ ปรากฏ   รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่    ฉะนั้น  ปัญญาในความที่ธรรม
ปรากฏจึงเป็นขันติญาณ   เวทนา   สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  จักษุ  ฯลฯ
ชราะและมรณะ     ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง    เป็นทุกข์     เป็น