| เมื่อพระโยคาวจรกำหนดรู้ความบีบคั้น ความปรุงแต่ง ความ |
| ให้เดือดร้อน ความแปรปรวน แห่งทุกข์ ย่อมหลีกไป เมื่อละความ |
| ประมวลมา ความเป็นเหตุ ความเกี่ยวข้อง ความกังวล แห่งสมุทัย |
| ย่อมหลีกไป เมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความสลัดออก ความสงัด ความไม่ |
| มีเครื่องปรุงแต่ง ความไม่ตาย แห่งนิโรธ ย่อมหลีกไป เมื่อเจริญ |
| ความนำออก ความเป็นเหตุ ความเห็น ความเป็นอธิบดี แห่งมรรค |
| ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในความว่าธรรมจริงแต่ละอย่าง จึง |
| เป็นสัจวิวัฏฏญาณแต่ละอย่าง ญาณเป็นสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ |
| จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ วิโมกขวิวัฏฏะ สัจวิวัฏฏะ พระโยคาวจร |
| เมื่อรู้พร้อมย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏะ เมื่อคิด |
| ถึงย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นเจโตวิวัฏฏะ เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีกไป |
| เพราะฉะนั้น จึงเป็นจิตตวิวัฏฏะ เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะ |
| ฉะนั้น จึงเป็นญาณวิวัฏฏะ เมื่อสลัดออกย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น |
| จึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏะ ย่อมหลีกไปในความว่าธรรมจริง เพราะฉะนั้น |
| จึงเป็นสัจวิวัฏฏะ. |
| [๒๕๒] ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่ง |
| มรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะ |
| แห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ |
| เจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรค |