๙๖๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๖๑
           บทว่า   พหุธา    โหติ - เป็นหลายคน   คือ   ประสงค์จะเดิน
จงกรมในสำนักของภิกษุมากก็ดี    ประสงค์จะสาธยายก็ดี    ประสงค์จะ
ถามปัญหาก็ดี    เป็นร้อยก็ได้  เป็นพันก็ได้.    ถามว่า   เป็นอย่างนั้นได้
อย่างไร  ?   ตอบว่า    หากภิกษุนั้นยังธรรมอันเป็นบทมูลของบาทแห่งภูมิ
ของฤทธิ์ให้สมบูรณ์    แล้วเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา   ครั้นออก
แล้วปรารถนาเป็นร้อยก็ทำบริกรรมว่า.     ขอเราจงเป็นร้อย     ขอเราจง
เป็นร้อยแล้วเข้าฌานอันเป็นบาท  ครั้นออกแล้วอธิฏฐาน      พร้อมกับ
อธิฏฐานนั่นแหละจะเป็นร้อยได้.    แม้ในพันเป็นต้น   ก็มีนัยนี้เหมือน
กัน.   หากว่าไม่ปรารถนาอย่างนั้นควรทำบริกรรม  อีกแล้วเข้าครั้งที่สอง
ครั้นออกแล้วจึงอธิฏฐาน.
           ในอรรถกถาสังยุตท่านกล่าวว่า   ควรเข้า  ๑  ครั้ง ๒ ครั้ง   ใน
การเข้านั้นจิตมีฌานเป็นบาท   มีนิมิตเป็นอารมณ์.   จิตบริกรรม  มีร้อย
หรือมีพันเป็นอารมณ์.    จิตเหล่านั้นแหละด้วยสามารถแห่งวรรณะ   มิ
ใช่ด้วยสามารถแห่งบัญญัติ.  แม้จิตอธิฏฐาน มีร้อยหรือมีพันเป็นอารมณ์
ก็อย่างนั้นเหมือนกัน.   จิตนั้นมีอารมณ์เดียวเท่านั้นเป็นรูปาวจรจตุตถ-
ฌาน   ย่อมเกิดขึ้นในลำดับโคตรภู  ดุจอัปปนาจิตครั้งแรก.
          ในบทว่า  พหุธา  โหติ  นั้น  ผู้มีนิรมิตได้มากย่อมเป็นเช่นเดียว
กันกับผู้มีฤทธิ์    เพราะนิรมิตไม่กำหนดไว้.  ย่อมทำสิ่งที่ผู้มีฤทธิ์ทำได้ใน
การยืน  การนั่งเป็นต้น  หรือในการพูด   การนิ่งเป็นต้น.   หากประสงค์
จะทำรูปนิรมิตชนิดต่าง ๆ  ทำบางพวกในปฐมวัย.  บางพวกในมัชฌิมวัย.
บางพวกในปัจฉิมวัย.       ทำบางพวกให้มีผมยาว     โกนผมได้ครึ่งหนึ่ง
มีผมดอกเลา        มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่ง       สีขาวครึ่งหนึ่ง   สวดบทภาณ
แสดงธรรมกถา  สวดสรภัญญะ    ถามปัญหา  แก้ปัญหา  ย้อมจีวร  ต้มจีวร
เย็บและซักจีวร   เป็นต้น    ก็เหมือนกัน    หรือประสงค์จะทำนานัปการ
อย่างอื่น.   ครั้นออกจากฌานอันเป็นบาท    ด้วยเหตุนั้นแล้วทำบริกรรม
โดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นปฐมวัย     แล้วเข้าสมาบัติอีก
ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานพร้อมกับจิตอธิฏฐาน       ภิกษุย่อมเป็นไปตาม
ที่ตนอธิฏฐานด้วยประการฉะนี้.
           ในบทมีอาทิว่า   พหุธาปิ   หุตฺวา  เอโก  โหติ  -  หลายคนเป็น
คนเดียวก็ได้   ก็มีนัยนี้.   แต่มีความต่างกันดังต่อไปนี้    จริงอยู่   ภิกษุนี้
ครั้นนิรมิตรูปเป็นอันมากอย่างนี้แล้วคิดต่อไปว่า   เราจักเดินจงกรมแต่ผู้
เดียวเท่านั้น.   เราจักทำการสาธยาย.    เราจักถามปัญหาดังนี้ก็ดี   คิดว่า
วิหารนี้มีภิกษุน้อย.  หากภิกษุบางพวกจักมา.   ภิกษุประมาณเท่านี้เหล่านี้
จักอยู่ที่ไหน.      จักรู้จักเราว่านี้อานุภาพของพระเถระแน่นอนก็ดี      จึง
ปรารถนาว่า  ขอเราจงเป็นผู้เดียวในระหว่าง  เพราะเป็นผู้ปรารถนาน้อย
เข้าฌานเป็นบาท   ครั้นออกแล้วจึงทำบริกรรมว่า     ขอเราจงเป็นผู้เดียว
แล้วเข้าฌานอีก   ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานว่า    ขอเราจงเป็นผู้เดียวเถิด.
ภิกษุนั้นก็จะเป็นรูปเดียวพร้อมกับจิตอธิฏฐานนั่นเอง.   เมื่อไม่ทำอย่างนี้