| อนึ่ง ภิกษุกระทำอยู่อย่างนี้ควรมนสิการถึงสัททนิมิตในทิศ ๑๐ |
| มีทิศตะวันออกเป็นต้น ทิศหนึ่ง ๆ โดยลำดับ. ตามนัยดังได้กล่าวแล้ว. |
| อันภิกษุผู้มนสิการ ควรมนสิการด้วยจิตเป็นไปในมโนทวาร ด้วยการ |
| เงี่ยหูตามปกติ ในเสียงที่หูได้ยินตามปกติ. เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏ |
| แก่ภิกษุผู้มีจิตปกติ. แต่ปรากฏอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้มีจิตบริกรรมสมาธิ. |
| เมื่อภิกษุมนสิการสัททนิมิตอยู่อย่างนี้ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดเพราะ |
| ทำอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในเสียงเหล่านั้นว่า บัดนี้ทิพโสตธาตุจักเกิด. |
| เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง ย่อมแล่นไป. |
| กามาวจรจิตอันมีชื่อว่า บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู ๓ หรือ ๔ |
| ดวง ย่อมแล่นไป. อัปปนาจิตที่ ๔ ที่ ๕ อันเป็นไปในจตุตถฌานอัน |
| เป็นรูปาวจร ย่อมแล่นไป. |
| ญาณอันเกิดขึ้นด้วยอัปปนาจิตนั้น ชื่อว่าทิพโสตธาตุญาณ. |
| ภิกษุทำญาณนั้นให้มีกำลังกำหนดเพียงองคุลีหนึ่งว่า ในระหว่างนี้เรา |
| จะฟังเสียง แล้วพึงเจริญ. แต่นั้นพึงเจริญตราบเท่าถึงจักรวาลด้วย |
| สามารถมีอาทิ ๒ องคุลี ๔ องคุลี ๘ องคุลี คืบ ศอก ภายในห้อง น้ำ |
| มุข บริเวณปราสาท สังฆาราม โคจรคามและชนบท หรือกำหนดแล้ว ๆ |
| พึงเจริญให้ยิ่งไปกว่านั้น. ภิกษุนั้นบรรลุอภิญญาอย่างนี้ แม้ไม่เข้าฌาน |
| อันเป็นบาทอีก ย่อมได้ยินเสียงที่ไปในภายในของโอกาสที่ถูกต้องด้วย |
| อารมณ์แห่งฌานเป็นบาท ด้วยอภิญญาญาณ. เมื่อได้ยินอย่างนี้หากว่า |