๙๗๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๗๓
          อนึ่ง   ภิกษุกระทำอยู่อย่างนี้ควรมนสิการถึงสัททนิมิตในทิศ  ๑๐
มีทิศตะวันออกเป็นต้น  ทิศหนึ่ง ๆ โดยลำดับ.   ตามนัยดังได้กล่าวแล้ว.
อันภิกษุผู้มนสิการ   ควรมนสิการด้วยจิตเป็นไปในมโนทวาร   ด้วยการ
เงี่ยหูตามปกติ    ในเสียงที่หูได้ยินตามปกติ.    เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏ
แก่ภิกษุผู้มีจิตปกติ.        แต่ปรากฏอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้มีจิตบริกรรมสมาธิ.
เมื่อภิกษุมนสิการสัททนิมิตอยู่อย่างนี้   มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดเพราะ
ทำอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในเสียงเหล่านั้นว่า  บัดนี้ทิพโสตธาตุจักเกิด.
เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนจิต  ๔  หรือ ๕ ดวง  ย่อมแล่นไป.
กามาวจรจิตอันมีชื่อว่า   บริกรรม  อุปจาร  อนุโลม   โคตรภู ๓ หรือ ๔
ดวง   ย่อมแล่นไป.     อัปปนาจิตที่  ๔  ที่  ๕  อันเป็นไปในจตุตถฌานอัน
เป็นรูปาวจร   ย่อมแล่นไป.
         ญาณอันเกิดขึ้นด้วยอัปปนาจิตนั้น        ชื่อว่าทิพโสตธาตุญาณ.
ภิกษุทำญาณนั้นให้มีกำลังกำหนดเพียงองคุลีหนึ่งว่า    ในระหว่างนี้เรา
จะฟังเสียง   แล้วพึงเจริญ.     แต่นั้นพึงเจริญตราบเท่าถึงจักรวาลด้วย
สามารถมีอาทิ ๒ องคุลี  ๔  องคุลี  ๘  องคุลี  คืบ ศอก  ภายในห้อง   น้ำ
มุข  บริเวณปราสาท  สังฆาราม  โคจรคามและชนบท  หรือกำหนดแล้ว ๆ
พึงเจริญให้ยิ่งไปกว่านั้น.   ภิกษุนั้นบรรลุอภิญญาอย่างนี้   แม้ไม่เข้าฌาน
อันเป็นบาทอีก    ย่อมได้ยินเสียงที่ไปในภายในของโอกาสที่ถูกต้องด้วย
อารมณ์แห่งฌานเป็นบาท   ด้วยอภิญญาญาณ.   เมื่อได้ยินอย่างนี้หากว่า
ได้มีโกลาหลเป็นอันเดียวกันด้วยเสียงสังข์   กลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น
ตลอดถึงพรหมโลก.     เพราะความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้กำหนดเฉพาะอย่าง
เดียว   ย่อมสามารถให้กำหนดว่า   นี้เสียงสังข์.   นี้เสียงกลอง.    เมื่อได้
ยินเสียงมีประโยชน์ด้วยอภิญญาญาณ  ภิกษุย่อมรู้อรรถด้วยกามาวจรจิต
ในภายหลัง.   ทิพโสตย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้มีหูเป็นปกติ.    มิได้เกิดแก่ภิกษุ
หูหนวก.   อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  ในภายหลังเมื่อหูปกติ  แม้เสื่อมไป
ทิพโสตก็ไม่เสื่อมไปด้วยดังนี้.
          ในบทนี้ว่า  โส   ทิพฺพาย   โสตธาตุยา - โสตธาตุอันเป็นทิพย์
มีความดังต่อไปนี้ .   ชื่อว่า   ทิพย์   เพราะเช่นกับทิพย์.   ปสาทโสตธาตุ
เป็นทิพย์สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ใกล้     เพราะพ้นจากอุปกิเลส    ไม่
พัวพันด้วยดี  เสมหะและเลือดเป็นต้น     เพราะเทวดาทั้งหลายเกิดด้วย
กรรมอันสุจริต.     ญาณโสตธาตุก็เช่นกัน.     เกิดด้วยกำลังแห่งการเจริญ
ความเพียรของภิกษุนี้      เพราะเหตุนั้น   จึงชื่อว่าทิพย์   เพราะเป็นเช่น
กับทิพย์.
             อีกอย่างหนึ่ง    ชื่อว่าทิพย์   เพราะได้ด้วยสามารถแห่งทิพวิหาร-
ธรรม.  และเพราะอาศัยทิพวิหารธรรมด้วยตน.   ชื่อว่าโสตธาตุ  เพราะ
อรรถว่าฟัง   และเพราะอรรถว่าไม่มีชีวะ.   อนึ่ง   เป็นดุจโสตธาตุด้วยทำ
กิจของโสตธาตุ   เพราะเหตุนั้น    จึงชื่อว่าโสตธาตุ.      ด้วยโสตธาตุอัน
เป็นทิพย์นั้น.