๙๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๙
สมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน,   ฉะนั้น     อวิกเขปปริสุทธัตตา   จึงมีอธิบายว่า
เพราะความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ของสมาธิ.     จริงอยู่คำนี้   เป็นตติยา-
วิภัตติบอกเหตุแห่งการตัดอาสวะได้ขาด       และแห่งการให้ผลในลำดับ
แห่งตน.     ในคำว่า   อาสวสมุจฺเฉเท - ในการตัดอาสวะได้ขาด   มี
วินิจฉัยดังต่อไปนี้
            ธรรมชาติใดย่อมไหลไป  ฉะนั้น   ธรรมชาตินั้น  ชื่อว่า  อาสวะ,
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไหลไป  คือย่อมเป็นไปทาง
ตาบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง.   อาสวะทั้งหลาย   เมื่อว่าโดยธรรมย่อมไหลไป
จนกระทั่งถึงโคตรภู,   หรือเมื่อว่าโดยโอกาสคือฐานภูมิอันเป็นที่อยู่ของ
สัตว์   ย่อมไหลไปจนกระทั่งถึงภวัคคภพ      ฉะนั้นจึงชื่อว่า     อาสวะ,
อธิบายว่า      อาสวะทั้งหลายย่อมครอบงำทั้งธรรมนั้นด้วยทั้งโอกาสนั้น
ด้วยเป็นไป.   จริงอยู่  อาอักษรนี้    มีอรรถว่ากระทำในภายใน.
            เมรัยที่ชื่อว่า   มทิระเป็นต้น   ชื่อว่า  อาสวะ   เพราะเป็นเหมือน
ของดอง     เพราะอรรถว่าดองอยู่นาน.      จริงอยู่   เมรัยที่ชื่อว่า   มทิระ
เป็นต้น   เพราะดองอยู่นาน    ในทางโลก    ท่านย่อมเรียกว่า   อาสวะ.
ก็ถ้าว่า   ชื่อว่า   อาสวะเพราะอรรถว่าดองอยู่นานไซร้     อาสวะเหล่านั้น
ก็ย่อมจะมีได้   สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เงื่อนต้นแห่งอวิชชา
            ย่อมไม่ปรากฏ,  ในกาลก่อนแต่นี้   อวิชชาไม่ได้มี
            แล้ว   แต่ภายหลังจึงมี  ดังนี้เป็นต้น.
            อีกอย่างหนึ่ง     ธรรมชาติใดย่อมไปคือย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์
ต่อไป     แม้เพราะเหตุนั้น   ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า   อาสวะ,     อาสวะ
ทั้งหลายย่อมขาดสูญไปด้วยมรรคนั้น   ฉะนั้น  มรรคนั้นจึงชื่อว่า  สมุจ-
เฉทะ - เป็นเครื่องตัดอาสวะขาด.
            คำว่า  ปญฺา  ได้แก่   ปัญญาในการตัดอาสวะ ๔   มีกามาสวะ
เป็นต้นได้ขาด.
                   คำว่า  อานนฺตริกสมาธิมฺหิ   าณํ - ญาณในสมาธิอันให้ผล
ในลำดับ    ความว่า    สมาธิในมรรคได้ชื่อว่า   อานันตริกะ     เพราะ
ให้ผลโดยแน่นอนทีเดียวในลำดับแห่งความเป็นไปของตน.    เพราะเมื่อ
มรรคสมาธิเกิดขึ้นแล้ว    อันตรายอะไร  ๆ    ที่จะขัดขวางการเกิดขึ้นแห่ง
ผลของมรรคสมาธินั้น  ย่อมไม่มี.   ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิ
ว่า
                   บุคคลนี้พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
            โสดาปัตติผล    และเวลาที่กัปไหม้จะพึงมี   กัปก็
            ไม่พึงไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
            โสดาปัตติผล  บุคคลนี้เรียกว่า   ฐิตกัปปี.   บุคคล
๑. องฺ. ทสก. ๒๔/๖๑.