๙๘๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๙๘๗
ภิกษุนั้นยึดถือสังขารทุกข์ด้วยสำคัญว่าเป็นสุขด้วยไม่รู้ในทุกข์ และในที่
สุดเบื้องต้นเป็นต้นมาก่อน   แล้วปรารภสังขาร ๓ อย่างอันเป็นเขตุแห่ง
ทุกข์นั้น.   ภิกษุสำคัญโดยเป็นเหตุแห่งสุขปรารภสังขารทั้งหลาย    อัน
เป็นบริขารของตัณหา   แม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยไม่รู้ในสมุทัย.
          อนึ่ง   ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญในการดับทุกข์   อันเป็นคติวิเศษ
แม้มิใช่เป็นความดับทุกข์ด้วยไม่รู้ในนิโรธและมรรค   และเป็นผู้มีความ
สำคัญในนิโรธและมรรคในยัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้น      แม้
มิใช่เป็นมรรคแห่งนิโรธ   ปรารถนาความดับทุกข์    ย่อมปรารภสังขาร
ทั้งหลาย   แม้ ๓ อย่าง    โดยมียัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้นเป็น
ประธาน.
          อีกอย่างหนึ่ง   ภิกษุนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือ ผลบุญแม้เกลือกกลั้ว
ด้วยโทษไม่น้อยมีชาติ ชรา โรค มรณะเป็นต้น โดยวิเศษเพราะไม่รู้การ
ไม่ละในสัจจะ ๔  ด้วยอวิชชานั้น  โดยความเป็นทุกข์ย่อมปรารภปุญญา-
ภิสังขารอันมีประเภทเป็นกายสังขาร     วจีสังขารและจิตสังขาร    เพื่อ
บรรลุทุกข์นั้น   ดุจผู้ใคร่นางเทพอัปสรปรารภการเกิดเป็นเทวดา ฉะนั้น.
แม้ไม่เห็นความเป็นทุกข์   คือ  ความแปรปรวนและความเป็นสิ่งมีความ
ชื่นชมน้อย    อันเกิดจากความเร่าร้อนใหญ่หลวงในที่สุดแห่งผลบุญนั้น
แม้สมมติว่าเป็นความสุข    ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าว
แล้วอันมีทุกข์นั้นเป็นปัจจัย    ดุจตั๊กแตนปรารภถึงการตกไปในเปลวไฟ
ฉะนั้น.     และดุจบุคคลอยากหยาดน้ำผึ้ง   ปรารภการเลียคมศัสตราอัน
ฉาบไว้ด้วยน้ำผึ้ง   ฉะนั้น.   ไม่เห็นโทษในทุกข์พร้อมวิบาก   มีการเสพ
กามเป็นต้น     ปรารภอปุญญาภิสังขารแม้เป็นไปในทวาร ๓  ด้วยความ
สำคัญว่าเป็นสุข   และเพราะถูกกิเลสครอบงำ     ดุจเด็กอ่อนปรารภการ
เล่นคูถ   ฉะนั้น.   และดุจคนอยากตายปรารภการกินยาพิษ     ฉะนั้น.
ไม่รู้ความที่สังขารเป็นทุกข์     เพราะความแปรปรวนในวิบากอันไม่มีรูป
ปรารภอาเนญชาภิสังขาร     อันเป็นจิตตสังขารด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง
เป็นต้น     ดุจคนหลงทิศปรารภการเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองปีศาจฉะนั้น
เพราะความเป็นสังขารโดยมีอวิชชา     มิใช่เพราะความไม่มี.      ฉะนั้น
ควรรู้บทนี้ว่า   อิเม  สงฺขาร   อวิชฺชาปจฺจยา   โหนติ  - สังขารเหล่านี้
มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  ด้วยประการฉะนี้.
          ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า    เราจะถือเอาบทนี้ก่อนว่า
อวิชฺชา   สงฺขารานํ   ปจฺจโย -  อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย.
ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นหรือเป็นปัจจัยแห่งสังขาร        หรือว่า   แม้
อย่างอื่นเป็นปัจจัยก็มี.   อนึ่ง  ผิว่า  ในบทนี้   อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น
เป็นปัจจัย   วาทะอันเป็นเหตุอย่างเดียว   ย่อมมีหรือ.    เมื่อเป็นเช่นนั้น
แม้อย่างอื่นก็ย่อมมี.     การชี้แจงเหตุเดียวว่า     เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขารดังนี้จะไม่เกิดขึ้นได้.   ไม่เกิด   เพราะเหตุไร ?   เพราะ