| แล้วอันมีทุกข์นั้นเป็นปัจจัย ดุจตั๊กแตนปรารภถึงการตกไปในเปลวไฟ |
| ฉะนั้น. และดุจบุคคลอยากหยาดน้ำผึ้ง ปรารภการเลียคมศัสตราอัน |
| ฉาบไว้ด้วยน้ำผึ้ง ฉะนั้น. ไม่เห็นโทษในทุกข์พร้อมวิบาก มีการเสพ |
| กามเป็นต้น ปรารภอปุญญาภิสังขารแม้เป็นไปในทวาร ๓ ด้วยความ |
| สำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำ ดุจเด็กอ่อนปรารภการ |
| เล่นคูถ ฉะนั้น. และดุจคนอยากตายปรารภการกินยาพิษ ฉะนั้น. |
| ไม่รู้ความที่สังขารเป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนในวิบากอันไม่มีรูป |
| ปรารภอาเนญชาภิสังขาร อันเป็นจิตตสังขารด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง |
| เป็นต้น ดุจคนหลงทิศปรารภการเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองปีศาจฉะนั้น |
| เพราะความเป็นสังขารโดยมีอวิชชา มิใช่เพราะความไม่มี. ฉะนั้น |
| ควรรู้บทนี้ว่า อิเม สงฺขาร อวิชฺชาปจฺจยา โหนติ - สังขารเหล่านี้ |
| มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้. |
| ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า เราจะถือเอาบทนี้ก่อนว่า |
| อวิชฺชา สงฺขารานํ ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย. |
| ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นหรือเป็นปัจจัยแห่งสังขาร หรือว่า แม้ |
| อย่างอื่นเป็นปัจจัยก็มี. อนึ่ง ผิว่า ในบทนี้ อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น |
| เป็นปัจจัย วาทะอันเป็นเหตุอย่างเดียว ย่อมมีหรือ. เมื่อเป็นเช่นนั้น |
| แม้อย่างอื่นก็ย่อมมี. การชี้แจงเหตุเดียวว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย |
| จึงมีสังขารดังนี้จะไม่เกิดขึ้นได้. ไม่เกิด เพราะเหตุไร ? เพราะ |