| รู้กันว่ามี ๓ อย่าง โดยอาการที่เป็นไปในเวทนา |
| นั้น. |
| ผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาสุข ผู้มีสุขย่อม |
| ปรารถนาให้ยิ่ง ๆ ไป แต่อุเบกขาเป็นสุขอย่างเดียว |
| เพราะสงบ. |
| เพราะฉะนั้น ห เวทนา ๓ อย่าง เป็นปัจจัย |
| แก่ตัณหา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงคุณใหญ่ |
| จึงตรัสว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. |
| บทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย |
| จึงมีอุปาทาน ความว่า อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ |
| สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑. |
| |
| บทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว - เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึง |
| มีภพ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอากรรมภพ. แต่ท่านกล่าวอุปปัตติภพ |
| ด้วยการมุ่งถึงศัพท์. |
| บทว่า ภวปจฺจย ชาติ - เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ คือ |
| ความปรากฏแห่งปฏิสนธิขันธ์ เพราะมีกรรมภพเป็นปัจจัย. |
| ในบทนั้น หากจะพึงมีคำถามว่า ข้อนั้นจะพึงรู้ได้อย่างไรเล่า |
| ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ. ตอบว่า รู้ได้ เพราะแสดงถึงความต่างกัน |
| มีเลวและประณีตเป็นต้น แม้ในความเสมอกันโดยปัจจัยภายนอก ท่าน |